novel

LOVE does not have a REASON - 5

posted on 01 Nov 2008 12:45 by sakutaka  in novel

กลับมาแอบเห็นคนคอมเมนต์หนึ่งคนดีใจอย่างแรง ขอบคุณมากๆค่ะ แต่ไม่ได้ลงนานไม่รู้ว่าจะยังตามมาอ่านอีกรึเปล่าน้า แต่อยากให้ตามนะนะนะ

 

++++++++++++++

 

ตอนที่ 5 (อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีโชคร้าย)

 

เชิดชัย?

 

ทำเสียงอย่างกับไม่เชื่อว่าเป็นฉัน ซุ่มเสียงคุ้นหูซึ่งห่างหายจากโสตประสาทไปนาน ศราวุธเบิกตากว้างอยู่พักใหญ่ก่อนหรี่เล็กลงแล้วเปลี่ยนโหมดเป็นขมวดคิ้วยุ่งเหมือนคนเพิ่งนึกอะไรออก ริมฝีปากบางเฉียบแง้มกว้างปล่อยทำนองเรียบลื่นนิ่งเฉยลงไปในทันทีทันใด

ตอนนี้ผมก็ช็อตอยู่เหมือนกัน ถ้าจะมายืมตังค์ขอบอกคำเดียวว่าช่วยไม่ได้ แค่นี้นะ

 

อย่าเพิ่งวางนะโว้ยยยยยยย!!!” ถอยโทรศัพท์ห่างจากหูได้วูบเดียว เสียงคำรามดั่งสิงโตเพิ่งหลุดจากกรงสวนสัตว์ดุสิตมาหมาดๆดังแทรกบรรยากาศเงียบๆภายในห้องก่อนกระแทกเข้าหูอย่างจัง แอบสะดุ้งตกใจลากเจ้าสื่ออิเล็กทรอนิคกลับเข้าตำแหน่งเก่ากรอกเสียงกลับไปอย่างตื่นๆ

 

เกิดอะไรขึ้นกับแม่หรือไง บอกมาเร็วๆ หรือว่าจะเป็นพ่อ เฮ้ย...อย่าทำให้ตกใจได้มั๊ย พูดมาเร็วๆเข้า โทรมาด่วนแถมดึกอย่างนี้ไม่เหตุฉุกเฉินก็ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไรซักอย่างล่ะวะ

ไม่เว้ย ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือปู่ทวดลุงทวดอะไรของแกทั้งนั้นแหละ เล่นลากวงศาคณาญาติมาทั้งหมดคงเกรงว่าเขาจะถามเอาถึงโคตรเลยรีบดักทางไว้แต่เนิ่นๆ

อ้าว...แล้วโทรมาทำไม ถ้าไม่มีธุระอะไรจะวางแล้วนะ ไม่มีธุระแล้วจะโทรมาหาพระแสงของ้าวทำไม คนมันยิ่งกลุ้มใจเรื่องใกล้ตัวอยู่แล้วยังจะหาปัญหาอะไรมาให้เขาอีกล่ะ

พี่มันคิดถึงน้องจะโทรมาหาบ้างไม่ได้หรือไงกัน เล่นเน้นย้ำอย่างกับกลัวว่าน้องคนนี้จะลืมพี่ชายคนเดียวของตนเอง พี่ชายคนเดียวที่ในตอนปกติไม่เคยแม้แต่จะโผล่มาให้เห็นหน้าหรือแม้แต่ในตอนธรรมดายังไม่เคยคิดจะติดต่อคบหาทางโทรศัพท์ ในวันนี้ยังมีแก่ใจควักพจนานุกรมขึ้นมาเปิดคำว่าคิดถึงแปลงเป็นสัญญาณเสียงส่งมาหาน้องเนี่ยนะ เหอะ...ถ้าให้พูดว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก คางคกออกลูกเป็นตัวเขายังจะเชื่อเสียมากกว่า

พอรู้ว่าแกยังรับโทรศัพท์เบอร์นี้อยู่ฉันค่อยโล่งใจ เบอร์มือถือมีก็ไม่หัดรู้จักให้ไว้ พออยากจะติดต่อทีก็แทบจะรื้อนามบัตรทั้งกระบุงโกยของพ่อออกมาดูเลย รู้มั๊ยว่าฉันเหนื่อยขนาดไหนน่ะ เชิดชัยสวมวิญญาณนักพากย์หนังวิทยุโบราณแสดงความลำบากยากเย็นในการควานหาเบอร์โทรศัพท์คอนโดของน้องชายออกมาทางน้ำเสียง

ถ้าลำบากขนาดนั้นก็ไม่เห็นจำเป็นต้องติดต่อมาเลยนี่ คนที่ชื่อว่าเชิดชัยน่ะผมเกือบจะตัดออกจากสารบบความทรงจำของผมได้อยู่แล้ว ทันทีที่ได้ยินประโยคกวนส้นของเขาท่าทางฝ่ายตรงข้ามคงหัวเสียหน้าดู ไม่งั้นเสียงที่ฟังคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นหมัดแข็งๆกระแทกลงกับอะไรซักอย่างคงไม่ดังทะลุมาทางฝั่งเขาได้หรอก

หนอย ไอ้น้องคนนี้นี่ ไม่คิดถึงยังไม่พอ คำว่าพี่ยังไม่มีหลุดออกมาจากปากซักคำ มันน่าจับมาตีก้นเหมือนตอนเด็กๆซะให้เข็ด ฉันโทรมาไม่ได้จะมาหาเรื่องนะเว้ย เออ...ว่าแต่...ตอนนี้แกยังอยู่ที่คอนโดเก่ารึเปล่า อยากเปลี่ยนเรื่องก็เล่นง่ายๆไม่เคยถามคู่สนทนาเลยซักครั้ง ศราวุธเริ่มกังวลใจกลัวว่าเส้นเลือดในสมองของเขาจะแตกก่อนวัยอันควรจึงกำหมัดขึ้นคลายๆคลึงๆใต้ตีนผมอยู่นานสองนาน

ถามอะไรโง่ๆแล้วที่พูดอยู่นี่คิดว่าเป็นเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัจฉริยะรุ่นศราวุธขีดสามเก้าที่ตอบโต้กับปลายสายได้รึไง แล้วตอนนี้แม่กับพ่อเป็นงะ...

 

....ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด....

...วะ...

 

...วางไปแล้ว....

 

โครม!!!

 

โทรศัพท์ติดผนังคงถึงวันสิ้นอายุไขเมื่อมือสวยๆเล่นกระแทกมันเข้าฐานอย่างไม่ยั้งแรง ขายาวเดินทิ้งส้นเท้าตึงตังเข้าหากองเอกสารที่วางแช่อยู่บนโซฟาหยิบแว่นกรอบรีเข้าหน้าคว้าโน้ตบุ๊คขึ้นมากดปุ่มพาวเวอร์ เปิดโปรแกรมไมโครซอฟเวิร์ด เขียนหัวข้อบนหน้ากระดาษว่าจดหมายยื่นเรื่องขอลาหยุดระยะยาว ก่อนเปลี่ยนใจใช้สี่นิ้วปิดฝาคอมลงอย่างเหนื่อยอ่อน

หนีปัญหาชัดๆ ปลายนิ้วเรียวยาวทั้งห้าล้อมกรอบแว่นสีใสออกจากปลายจมูกโค้งสันก่อนวางลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจอะไร แผ่นหลังกว้างพิงพนักถอนหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตากวาดหาสิ่งของคุ้นเคย มือเอื้อมจับลิ้นชักให้เปิดเผยอออกจนเห็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือวางแน่นิ่งอยู่ในนั้น ทั้งที่ใกล้จะสัมผัสถึงแล้วแต่เขากลับตัดใจชักมือกลับอย่างเสียไม่ได้

ไหนว่าจะเลิกแล้วไง ให้ตายสิเครียดทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที ความตั้งใจทำงานเตรียมการสอนพังทลายลงไม่เป็นท่า ศราวุธคว้าผ้าเช็ดตัวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ในใจได้แต่หวังเพียงว่าคืนนี้อย่าให้มีใครได้มากวนใจในความฝันอีกเลย

............................................................................

..........................................................

..........................................

.............................

 

นักศึกษาทุกคนโปรดนั่งประจำที่ อย่าลืมปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ถ้ามีเสียงดังเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใดใดก็ตามนักศึกษาคนนั้นจะถูกตัดสิทธิ์จากการสอบทันที ขอให้ระมัดระวังด้วยค่ะ ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว... เจ้าของเสียงสวยเหลือบมองนาฬิกาอีกหนึ่งครั้งเพื่อยืนยันเวลา เริ่มทำข้อสอบได้ เสียงพลิกกระดาษข้อสอบดังพร้อมกันพรึ่บพรั่บดั่งเสียงเครื่องดนตรีดังประสานอยู่ในวงมโหรี กรรมการคุมสอบซึ่งหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ผู้ประกาศกฎกติกาไปเมื่อครู่ลากรองเท้าส้นสูงมาบรรจบอยู่ปลายโต๊ะยาวกลางหน้าห้อง

เป็นอะไรไปจ๊ะ วุธ ไม่สบายรึเปล่า หน้าดูหมองๆยังไงชอบกล เก้าอี้ข้างกายถูกเคลื่อนย้ายแทนที่ด้วยเสียงหวานข้างหูที่เอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบอย่างเป็นห่วง ผิดกับคนขนาบข้างเขาอีกรายซึ่งนั่งกอดอกเม้มริมฝีปากแน่นก่อนกล่าวลอยๆขึ้นมาราวกับเจ้าตัวกำลังพูดอยู่กับอากาศธาตุที่ไหน

คงนอนไม่พอเพราะเตรียมการสอนจนดึกดื่นล่ะมั๊งครับ ถึงได้หน้าเซียวๆไร้ราศีเหมือนผีตายซากขนาดนี้ น่านับถือจริงๆสำหรับคนที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อการสอนอย่างอาจารย์ศราวุธเนี่ย เสียงเสียดแทรกกระแทกใจวิ่งพุ่งใส่ศราวุธ ตั้งแต่เปลี่ยนอาชีพจากนักศึกษามาเป็นครูไม่เคยรู้เลยว่าหน้าเขาไปทำให้ศัตรูร่วมอาชีพคนนี้หนักศีรษะส่วนไหน ถึงได้ขยันถากถางเป็นประจำทุกวันสามเวลาหลังอาหารอย่างนี้

รู้สึกว่าจะชมผมเว่อร์ไปหน่อยมั๊งครับพี่เมศ ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ของคนที่เป็นอาจารย์ให้ดีที่สุดเท่านั้นเองไม่เห็นหนักหนาอะไรกับชีวิตผมเลยซักนิด ปรับสีหน้าให้เข้าที่เข้าทางก่อนปรายสายตามองคนด้านข้างโดยไม่หันไปเผชิญหน้าให้เสียอารมณ์

...แค่สองอย่างเท่านั้นที่ตอนนี้ยังรู้สึกขัดใจอยู่...เรียงจากน้อยไปมากก็คงจะเป็น...เจ้าคนข้างๆเนี่ยแหละ...

อาจารย์สุเมศซึ่งอยู่สาขาเดียวกัน รับผิดชอบสอนวิชาเดียวกัน และโต๊ะประจำตัวเกือบอยู่ติดกัน...แต่ไม่ได้สนิทกันอย่างที่ใครๆคิด ไม่รู้เขาไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้เพราะตั้งแต่เข้ามามหาวิทยาลัยนี้ก็โดนอาจารย์รุ่นพี่คนนี้จิกกัดตลอดไม่มีวันอันเป็นสุขอย่างชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างเลย...

 

...ส่วน...เรื่องที่ขัดใจสุดๆขัดใจมากๆขัดใจแบบไม่รู้จะบรรยายยังไงก็เห็นจะเป็น...เจ้าเด็กบ้านั้น...สงัด...

 

...ยอมรับว่าชีวิตช่วงนี้มันช่างสงบ...สงบราวกับได้กลับไปอยู่ในกระท่อมปลายนาซึ่งห่างไกลผู้คน...สงบมานานจนผ่านมากว่าสี่เดือนเต็ม...ใช่...ถ้าสิ้นสุดวันนี้ไปก็คงจะเรียกได้เต็มปากว่าผ่านมาหนึ่งเทอมแล้วที่ไม่มีการก้าวกายของคนภายนอก ไม่มีการก้าวกายจากคนที่เคยทำอยู่ประจำ...ไม่มีการยุ่งหรือรบกวนใดใดจาก...สงัด...ตั้งแต่วันนั้นที่ดูเหมือนความลับของมนุษยชาติกำลังจะถูกสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเปิดเผย เขาเลยใช้ยุทธวิธีปิดปาก(ด้วยขนมปั้นสิบ)มันซะ แต่นึกไม่ถึงว่ามนุษย์ต่างดาวผิวสีซีดอย่างสงัดจะตีความคำว่าปิดปากของเขากลายเป็นปากปิดเวลาอยู่ต่อหน้าเขาหรือแม้กระทั่งเวลาอยู่ในห้องเรียน จากที่เคยได้ยินเสียงแผ่วๆกลับกลายเป็นไม่ได้ยิน จากที่เคยถูกจ้องตาแป๋วกลับกลายเป็นหลบสายตา จะหาว่าอนุมานไปเองก็ใช่ที่เพราะขนาดเดินผ่านเฉียดหน้าเจ้าเด็กนี่มันยังทำกับว่าเขาเป็นอากาศ จนถึงตอนนี้ศราวุธเข้าใจได้ดีเลยว่าความรู้สึกของอาจารย์มัธยมที่ถูกลูกศิษย์เห็นหน้าแล้วไม่ยอมยกมือไหว้นั้นมันเป็นยังไง...ไม่ใช่โมโห...แต่มันขัดใจสุดๆต่างหาก...

 

งั้นหรอ...คงทำหน้าที่ดีมากเกินไปจนคณบดีติดใจเรียกใช้เป็นประจำเลยสินะศราวุธ เหนื่อยน่าดู อย่างนี่มันเรียกว่าหมูเขาจะหามดันเอาคานเข้ามาสอดหรือปลาหมอมันกำลังจะตายเพราะปากดีล่ะ ให้ไปหยิบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาเปิดเอาตอนนี้คงจะสายไป ถ้าไม่ได้ด่าใครซักคนเห็นทีวันนี้คงนอนไม่หลับแน่ๆ

ก็คงรักเหมือนลูกในไส้ ถึงขั้นที่เรียกว่ารักมากกว่ารองคณบดีเลยก็ได้ล่ะมั๊งครับ... จบประโยครองเท้าหนังขัดมันเงาของรองคณบดีอย่างอาจารย์สุเมศก็กระโดดเข้าจูบฝาโต๊ะอย่างจัง ก่อนที่ศราวุธนั้นจะโดนสุเมศให้เกียรติเติมยศขึ้นต้นชื่อให้ อาจารย์สาวซึ่งดูเหตุการณ์มาโดยตลอดก็สวมวิญญาณเป็นกรรมการห้ามมวยให้แก่คนทั้งคู่

ใจเย็นๆสิคะทั้งสองคน นี่มันห้องสอบนะคะ ถึงไม่เกรงใจดิฉันก็หัดเกรงเด็กๆบ้าง พี่เล็กก็เหลือเกินเลยไม่รู้คิดยังไงถึงจัดให้วุธมาคุมสอบคู่กับพี่เมศซะได้ ศราวุธหันไปตามมุมมองของเธอที่บ่นไปถอนหายใจไปอย่างเชื่องช้าให้ได้พบกับสภาพนักศึกษาบางคนที่ถูกเสียงกระทบโต๊ะด้วยอารมณ์โมโหของอาจารย์คู่อริกระชากขวัญกระเจิงความรู้กระจายหลุดออกจากสมองนั่งเอ๋อไปหลายรายอยู่เบื้องหน้า

ขอโทษครับเลยพลอยทำให้พี่วันลำบากไปด้วยเลย รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ หันหัวไปขอขมาลาโทษ

พี่ว่าคนที่วุธควรขอโทษเห็นจะไม่ใช่พี่ล่ะมั๊ง อภิวันท์พยักเพยิดไปทางบุคคลที่ไม่เคยอยู่ในสารบบรายชื่อคนที่คู่ควรกับคำขอโทษของเขาซึ่งนั่งกอดอกเมินหน้าหนีไปทางอื่น คนนั้นต่างหากที่วุธควรจะขอโทษน่ะ ศราวุธถอนหายใจออกมาหนึ่งช่วงก่อนหันไปทางสุเมศแล้วเริ่มต้นพูดอีกครั้งเพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบลง

ถ้างั้นผมก็ขอ... ฝ่ายตรงข้ามกระตุกมุมปากเหลือบมองมาทางเขาให้ได้เห็นแว่บหนึ่ง...แว่บเดียวจริงๆ...

ผมขอ...ตัวไปห้องน้ำครับ อย่าหวังที่จะได้ยินคำนี้จากปากของเขาเลย ปวดไม่ปวดไม่รู้แต่ขอตัวไปอู้ในนั้นยังจะดีกว่า ศราวุธไม่พูดพล่ำทำเพลงแถมไม่ยอมรอคำอนุญาตจากปากพี่วันผุดตัวลุกจากที่นั่งมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ เสียงเปิดประตูสร้างความสนใจให้นักศึกษาภายในห้องได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับใครบางคนที่แอบลอบประเมินสถานการณ์ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น

...............................................

 

วุธ ออกจากห้องไม่ทันไรก็โดนใครบางคนเรียกตัว ศราวุธจึงหันหัวไปหาต้นเสียง ปรากฏร่างตัวการใหญ่ต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องบาดหมางกับอาจารย์สุเมศเดินดุ่มๆพุ่งตรงมาทางเขา

พี่เล็กทำไมมาถึงนี่ได้ล่ะครับ หญิงสาวในชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าดูภูมิฐาน ผมดัดหยิกเข้ากับรูปหน้า เดินด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ด้วยความรู้สึกรีบร้อนอยู่ในทีทำให้ศราวุธนึกสงสัยไปว่าคณบดีท่านนี้มีธุระปะปังเร่งด่วนอะไรแถวห้องเรียนในช่วงสอบกัน

ไม่ต้องถามอะไรมาก ตามพี่มาละกัน หัวหน้าสั่งมีเหรอจะขัดได้ ศราวุธจึงคิดขยับขาตามแต่สงสัยไม่ทันใจเด็กวัยรุ่นอายุค่อนสี่สิบตอนปลายอย่างพี่เล็ก หญิงสาวเลยหันมาคว้าแขนลากเขาต่างกระสอบข้าวเปลือกมุ่งสู่โรงสีไปในที่สุด

.............................................................................

............................................................

.............................................

...........................

 

อีกแล้วหรอครับ งานอย่างนี้วานคนอื่นให้ช่วยทำบ้างก็ได้นี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นผมเลย ยืดหลังตั้งใจฟังอยู่นานแต่พอรู้ว่าเป็นเรื่องใช้งานเดิมๆ ศราวุธก็อดที่จะบ่นอิดๆออดๆออกมาไม่ได้

วุธ เธอหัดใช้คำพูดอย่างนี้กับหัวหน้าตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย โหมดอ้อนวอนที่ติดบนใบหน้าของรจนาจนถึงเมื่อครู่หายวับไปกับตา ที่ถูกดึงตัวออกมาระหว่างการคุมสอบก็ดูเหมือนจะขาดความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่พอมารู้เหตุผลที่คนตรงหน้าออกปากให้เขาตามมาศราวุธยิ่งอารมณ์บูดหนักเข้าไปใหญ่

ผมก็ใช้มานานแล้วนี่ครับ พี่เล็กไม่ได้สังเกตเองต่างหาก

 

นี่ อย่าคิดว่าเป็นเด็กเส้นแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้นะ คิดถึงคุณท่านที่อุตส่าห์ฝากเราไว้กับพี่สิ เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานมันไม่ดี ถ้าเห็นแก่คุณท่านก็ตั้งใจช่วยพี่ทำงานหน่อย หรือจะถือว่าเห็นแก่พี่ที่เป็นคนรู้จักกันมานานด้วยก็ได้

 

...อย่างนี้น่ะนะที่บอกว่าไม่ให้เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน ตัวเองเพิ่งจะทวงบุญคุณเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวจากเขาไปเองแท้ๆ...

 

แอบจิ๊ปากไม่พอใจแต่ขืนไม่ตอบรับงานนี้มีหวังรจนาคงวิ่งโร่ไปฟ้องคุณท่านให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ๆ

เข้าใจแล้วครับ จะให้ผมสอนพิเศษให้เด็กใช่มั๊ย โอเคผมจะสอน แต่กรุณาอย่าเรียกผมว่าเด็กเส้นอีก เพราะยังไงผมก็ผ่านเกณฑ์คัดเลือกมาเหมือนกับคนอื่นเขา ส่วนคุณพ่อน่ะเป็นแค่คนที่แนะนำให้ผมมาสมัครงานที่นี่ ท่านแทบจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับผมเลยด้วยซ้ำ ถ้าพ่อไม่เบื่อลูกตัวเองที่เรียนจบออกมาแล้วนั่งแกร่วอยู่บ้านไม่ยอมไปทำงานที่ไหนเขาคงไม่ถูกฝากฝังไว้กับรจนาอดีตรุ่นน้องมหาลัยของพ่อได้หรอก ท่าทางพ่อของเขาคงจะมีบุญคุณกับเธอไม่น้อยหญิงสาวถึงเอ่ยปากแล้วเอ่ยปากอีกเรื่องคุณท่านจนคนฟังหูชา แต่ยังมีเรื่องผิดคาดตรงที่ว่าทั้งที่เขาเป็นลูกชายของผู้มีพระคุณแท้ๆแต่กลับถูกหญิงสาวใช้แรงงานแบบเกินคุ้มเงินเดือนเนี่ยสิ

เอ๊านี่จ๊ะ ใบแจ้งเกรดของเด็กคนนั้น หญิงสาวเมินคำพูดของเขาโดยสิ้นเชิงจัดการสานต่องานที่เธอมอบหมายมาให้ทำ ถึงแม้งานสอนพิเศษจากการไหว้วานของรจนาจะเป็นเรื่องที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วแต่ที่ตะขิดตะขวงใจไม่อยากรับงานนี้เหตุมันมีอยู่ว่าเขารู้สึกถึงแววยุ่งยากที่น่าจะตามมาในภายหลัง ขึ้นชื่อว่าลูกคุณหนูย่อมต้องเอาแต่ใจ สอนยาก ดุไม่ได้ และการสอนเด็กที่ดุไม่ได้มันก็ไม่ต่างอะไรจากการดัดไม้แก่ๆที่มีแต่จะหัก แต่ใช่ว่าเขาจะชอบเด็กหัวอ่อนเสียทีเดียว เด็กที่รู้จักคิดต่างหากล่ะถึงจะเรียกว่าถูกใจเขาที่สุด

ทราบแล้วครับ ผมจะสอนอย่างดีเลย รายละเอียดมีเท่านี้ใช่มั๊ยครับ ขี้เกียจฟังคำบ่นอย่างอื่นของเจ้าหล่อนอีกจึงรีบคว้าเอกสารรีบลุกจากเก้าอี้เดินท่อมๆไปทางประตู และดูเหมือนรจนาก็ไม่ได้มีอารมณ์อยากจะรั้งเขาไว้เช่นกันจึงได้แต่ตะโกนบอกธุระไล่หลังโดยไม่ได้รั้งเขาเอาไว้

พี่จะเรียกเด็กให้ไปหาเธอวันมะรืนที่ห้องอังกฤษ...

 

ห้องญี่ปุ่นดีกว่าครับผมอยู่ที่นั่นบ่อยกว่า อ้อแล้วก็... เหลียวหลังหันมามองก่อนเอ่ยปาก ผมว่าพี่เล็กเลิกรอพ่อผมแล้วหาเจ้าเงาะไว้ซักคนจะดีกว่านะครับ

 

ตาวุธ!!!”

 

ปิดประตูทันก่อนคำผรุสวาทไล่หลัง ศราวุธได้แต่ถอนหายใจเนือยๆแล้วเดินกลับไปตามทางเดิมที่เดินมา

 

.............................................................................

..............................................................

.............................................

..............................

 

จบลงไปอีกวันหนึ่งซึ่งดูวุ่นวายพอตัวในสายตาของศราวุธ เมื่อถึงคอนโดเขาก็ถีบตัวออกจากรถ เข้าลิฟต์ มุ่งตรงไปยังชั้นยี่สิบสอง เดินแบบคนจิตตกไปเรื่อยตลอดระเบียงทางเดินก่อนถึงห้องโดยมีกล่องข้าวน้อยของป้าไก่หิ้วติดมือกลับมาบ้านเป็นอาหารมื้อเย็น เมื่อมาหยุดอยู่หน้าห้องจึงทิ้งกระเป๋าเอกสารลงข้างกำแพงก่อนยืนเก้ๆกังๆหากุญแจให้ทั่วตัว

 

อยู่ไหนน้า จำได้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะขึ้นมาแต่ล้วงเท่าไรก็หาไม่เจอ หรือว่าจะเผลอทำหล่นตอนหยุดคุยกับเจ้าของคอนโดข้างล่างที่นานๆจะเจอซักครั้ง ได้ข่าววันนี้ที่แกแวะมาเพราะข้างๆห้องที่เขาอยู่มีคนย้ายเข้ามาใหม่แต่ดูเหมือนไม่ใช่กงการอะไรเขาเลยไม่ใส่ใจที่จะฟัง

บ๊ะ...ให้มันได้อย่างนี้สิคนยิ่งเบื่อๆอยู่ต้องกลับลงไปหาหรอเนี่ย

 

มีอะไรให้ช่วยมั๊ยคะ ไม่รู้แม่พระที่ไหนมาโปรด ศราวุธที่มัวแต่หากุญแจพลันได้ยินเสียงสาวดังขึ้นใกล้ตัว ตั้งแต่มาหยุดอยู่หน้าประตูเขาก็มัวแต่มะงุมมะงาหราสาละวนหากุญแจจนลืมสังเกตสถานการณ์รอบตัวไป เมื่อรู้ตัวว่าปล่อยให้คนที่หวังดีมายืนรอคำตอบเสียนานจึงกะเอ่ยปากปฏิเสธและขอบคุณออกไป

อ๋อ...ไม่เป็นไรครับแค่กุญแจ... เงยหน้าขึ้นมาชะงักค้างจ้องหน้าผู้มาใหม่แบบตาถลนอยู่สามวิฯ รู้สึกอัศจรรย์พลันลึกที่จู่ๆมือก็ควานหากุญแจเจอหรือจะเป็นพรข้อสุดท้ายที่พระเจ้าประทานมาให้เพื่อช่วยชีวิตก็เดาไม่ถูก หยิบกุญแจได้หมับเล็งดอกที่ใช้เปิดได้อย่างแม่นยำจนคนที่เห็นอาจจะอยากชวนเขาไปเป็นคู่เล่นเกมส์โชว์ไขตู้เชฟรับเงินล้าน ประตูถูกเปิดผ่างพร้อมกับการย้ายตัวเข้ารังซุกหัวนอนโดยในมือถือกองเอกสารแบบมั่วซั่ว เสียงกระชากประตูปิดดังไล่หลังสะท้อนไปทั่วทั้งชั้น เจ้าของห้องที่อาจจะกลายเป็นผู้ต้องหาก่อการอุกอาจทำชาวบ้านแตกตื่นนั้นยืนหอบแฮ่กเข่าทรุดหลังลื่นครูดลงมากับบานประตูอย่างกับคนพึ่งรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ไม่จริง....ตาฝาด ต้องตาฝาดแน่ๆ บ้าหรอ...ยัยนั่นจะรู้จักห้องเราได้ยังไง ไม่ใช่สิคอนโดก็ไม่น่าจะรู้จักด้วยซ้ำ แล้วทำไม ทำไม ใช่เราต้องตาลายแน่ๆ ทำงานหนักเกินไป กินข้าว อาบน้ำ นอน ใช่ต้องรีบนอน....ว่าแต่...ข้าวล่ะ นั่งคลำๆควานหาของที่สมควรจะถือติดมือเข้ามาอีกหนึ่งแต่ไม่พบแม้แต่ร่องรอย เวรกรรมหรือว่าจะลืมไว้ข้างนอก

 

...โครกกกกก...

 

เสียงท้องร้องอย่างกับธรรมชาติกลั่นแกล้ง พยายามส่ายหัวสบัดๆตั้งสติไปลงที่อื่นนอกจากกระเพาะแต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้ ศราวุธจึงหันซ้ายหันขวาก่อนตัดสินใจว่ากองทัพมันต้องเดินด้วยท้อง อย่างน้อยถ้าต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็ขอให้ท้องอิ่มไว้ก่อน มือซ้ายจึงยันตัวที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นจับลูกบิดประตู สูดหายใจหนึ่งพรืดให้กำลังใจตนเองแล้ววิ่งกลับสู่สนามรบอีกครั้ง

 

...แกร๊ก...

 

บานประตูขาดการหยอดน้ำมันหล่อลื่นเผลอเรียกร้องความสนใจจากคนข้างนอกด้วยเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด เป็นครั้งแรกที่ศราวุธคิดว่าสมควรจะหันมาใส่ใจบำรุงรักษาประตูห้องของตนซักที ก่อนกล้าๆกลัวๆยื่นหัวออกจากร่องประตูที่เปิดแง้มออกไปช้าๆ

 

คุณวุธ ทั้งน้ำเสียงและกริยาไม่ต้องขยี้ตาก็เข้าใจ ต่อให้เขาอยากหายตัวไปตอนนี้มันก็คงจะสายเกิน ศราวุธจึงได้แต่หยุดท่าเอนศีรษะของตนผ่านบานประตูห้องพลางไล่สายตาไปตั้งแต่หัวจรดหางของหญิงสาวที่กำลังยืนถือกล่องข้าวน้อยฆ่าวุธในมือ