Mistake that make me miss U - 9
posted on 13 Jan 2008 10:35 by sakutaka in novelตอนที่ 9
...นายจะว่ายังไง...ถ้าฉันจะรักนาย...
.........................................................
"ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย" เสียงรินโทนดังแทรกจังหวะการสนทนาอย่างกะทันหัน ช่วงขารับรู้ถึงแรงสั่นที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสื่ออิเล็กทรอนิคส์ แต่สายตาคมกลับไม่สามารถละความสนใจจากร่างที่อยู่ตรงหน้าได้ ร่างโปร่งบางในชุดผ้ากันเปื้อนลายสก็อตกำลังจ้องมองมาราวกับหาคำตอบในตัวเขา แรงกระทุ้งหนักๆที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ได้ยินคำว่า'ชอบ'ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางนั้นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆจนมันกัดกร่อนสมองของเขาให้เหนื่อยล้า
...นี่มันอะไรกัน...มือถืองั้นหรอ...ที่ทำให้ใจเขาสั่นไหวได้ถึงเพียงนี้...
นทีปล่อยให้เสียงมือถือดังวนซ้ำไปมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะรับ จนกระทั่งร่างบางขยับก้าวเดินมาใกล้ สัมผัสจากมือทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่รับรู้ว่าร่างบางทำอะไรจนกระทั่งโทรศัพท์หน้าตาคุ้นๆมาโชว์แผ่หลาอยู่ตรงหน้า
"จะไม่รับหน่อยเหรอ?" เสียงหวานเอ่ยถามพลางยื่นมือถือที่สั่นครืดอยู่บนฝ่ามือมาให้
"อะ...อือ" จำเป็นต้องรับมือถือขึ้นมาแนบหูอย่างช่วยไม่ได้
"ฮัลโหล..." แทบอยากจะวางเมื่อได้ยินปลายสาย เสียงแหลมเล็กของรินทำเอาเขาหงุดหงิด ร่างสูงตัดสินใจตอบผ่านๆโดยไม่สนใจว่าคนในมือถือจะวีนแตกแต่อย่างใด ทันทีที่วางสายกลับพบว่าพีรพัธหันไปทำอาหารอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมเสียแล้ว
"พัด...มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้มั๊ย" ท่าทีไม่ใส่ใจทำให้นทีหงุดหงิด สองเท้าเดินเข้าไปใกล้หวังจับไหล่บางให้มาเผชิญหน้าอีกครั้ง
โป๊ะ!!!
เสียงน้ำมันกระเด็นกระจายตัวเผาะแผะดังมาก่อนเสียงอุทานของพัด แรงระเบิดจากฟองอากาศขนาดใหญ่ทำให้หยดน้ำมันร้อนๆกระเด็นถูกตรงส่วนแขน ร่างบางร้องซี๊ดซ๊าดสำรวจอาการพุพอง ฉันพลันทันทีกับที่นทีคว้าแขนเล็กลากเซลุ้นๆไปติดเคาน์เตอร์ล้างจาน น้ำเย็นๆไหลผ่านรอยน้ำมันบรรเทาอาการแสบร้อนที่เริ่มก่อตัวอย่างช้าๆ
"ซุ่มซ่ามชะมัดเลยนายเนี่ย ต้องให้คอยเป็นห่วงอยู่เรื่อย" น้ำบ่นงึมงำใส่ ร่างสูงมัวแต่สนใจปฏิบัติพัดวีรอยแผลจนทำให้ผมมีโอกาสลอบมองใบหน้าอันหล่อเหลาในระยะใกล้
"เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ?" นทีหยุดการลูบน้ำกับแขนขาว เสียงน้ำไหลดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อทั้งสองหยุดการสนทนาต่อกัน
...อีกแล้ว...
ต่อให้ซ่อนเท่าไรก็ปิดไม่มิด สีหน้าที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่...สีหน้าที่แสดงถึงความลำบากใจของนทีที่ส่งตรงมาทางผมเป็นครั้งที่สองหลังจากตอนนั้น...ตอนที่ผมเอ่ยว่ารัก...
...ก้าวพลาดอีกแล้วสิเรา...
...................................................
"ฮึก...ฮึก..." เสียงสะอื้นเล็กๆดังมาจากเด็กชายตัวน้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ในมุมเงียบของห้อง ฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้ดวงตากลมโตรื้นน้ำแหงนเงยมอง
"เป็นอะไรไปจ๊ะ ทำไมถึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ล่ะ" เสียงอันอ่อนโยนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างห่วงใย
"ผมเปล่าร้องนะ...ฮึก...เห็นป่าวไม่มีน้ำตาซักกะหยด" ร่างจิ๋วโต้กลับอย่างดื้อรั้น มือที่กอดเข่าเปลี่ยนมาเป็นกำหมัดแน่น...อึดอัด...ทั้งๆที่อึดอัดจนอยากจะปล่อยน้ำตาออกมาแต่ในใจกลับบอกว่าเขาไม่ควรร้องไห้ ลูกผู้ชายไม่ควรแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น
"ก็ได้จ๊ะ ไม่ร้องก็ไม่ร้อง แต่พัดบอกแม่ได้มั๊ยว่าทำไมลูกถึงไม่ร้องไห้" คำถามแปลกๆมักออกมาจากปากของผู้เป็นแม่เสมอ แต่ทุกครั้งที่ถูกเอ่ยถามเด็กชายตัวน้อยจะรู้ได้ทันทีว่าผู้เป็นแม่ต้องการสื่อถึงอะไร
"มีน...มีนบอกว่าผมนิสัยไม่ดี ชอบคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น แล้วบอกว่าไม่อยากคุยด้วยแล้ว" ชื่อเพื่อนสนิทของลูกชายถูกเอ่ยขึ้น สาเหตุของการร้องไห้ถูกส่งต่อให้มารดารับรู้ หญิงสาวเผยยิ้มอ่อนโยนปลอบประโลมบุคคลข้างกาย
"แล้วทำไมมีนถึงพูดอย่างงั้นล่ะ บอกแม่ได้มั๊ย" เธอเอ่ยถาม หัวกลมเล็กหยับหงึกหงักตอบรับทันที
"วันนี้...ฮึก...มีนเค้าเอารูปวาดระบายสีมาให้ดูแล้วถามผมว่าเป็นไง พอผมตอบออกไปมีนก็ไม่ยอมพูดกับผมอีกเลย...ฮึก...อึก" ร่างเล็กส่งเสียงฮึกฮักในลำคอกลั้นน้ำตา
"แล้วลูกตอบหนูมีนไปว่ายังไงล่ะครับ..." มือสวยเอื้อมมาปาดน้ำตา สองแขนเคลื่อนคล้อยสวมกอดหลวมๆ ถึงแม้จะเป็นสัมผัสที่แผ่วเบาแต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
"ผม...ผมพูดแค่ว่า...ถ้าระบายอ่อนบ้างเข้มบ้างน่าจะสวยกว่านี้...เท่านั้นเอง..." คำตอบที่ได้รับทำให้หญิงสาวแย้มยิ้ม เธอหัวเราะออกมาน้อยๆพลางจ้องมองด้วยความเอ็นดู เด็กตัวเล็กที่เข้าใจถึงหลักในการไล่สีภาพทั้งๆที่ยังไม่รู้จักชื่อเรียกของมันด้วยซ้ำทำให้เธอแอบทึ่ง สองแขนกระชับเข้าแน่นก่อนเอ่ยถ้อยคำ
"พัด"
"ฮะ..."
"ลูกนึกรังเกียจตัวเองที่เป็นอย่างนี้มั๊ยจ๊ะ" คำถามตอกย้ำความเศร้าเสียใจให้เพิ่มพูน ร่างเล็กส่ายศีรษะไปมาราวกับปฏิเสธความเป็นตัวเอง กำลังอันน้อยนิดที่จะกลั้นน้ำตาหายไปสิ้นพวงแก้มขาวจึงอาบอิ่มไปด้วยหยาดน้ำ
"ดีแล้วจ๊ะ...เพราะถ้าพัดกำลังนึกอยู่ล่ะก็แม่จะตีให้ก้นลายเลย..." นิ้วมือข้างหนึ่งย้ายมาไซเส้นผมละเอียดเล็กของลูกชายเล่นอย่างมันมือ ผู้เป็นลูกมองหน้าแม่ด้วยความแปลกใจ ท่าทีของหญิงสาวทำให้ร่างเล็กลืมความเศร้าไปชั่วขณะ
"เพราะถ้าพัดนึก...ก็แสดงว่าพัดกำลังบอกแม่ว่าพัดดูถูกข้อดีของตัวเอง"
"ข้อดี...?"
"ลูกรู้มั๊ยว่าทำไมคนเราถึงไม่ชอบพูดคำพูดที่จริงใจแล้วเลือกที่จะใส่หน้ากากเข้าหากัน"
"หน้ากาก?" ความคิดพาลไปถึงของที่ขายตามงานวัดที่เขาชอบคะยั้นคะยอมารดาให้ซื้อให้เป็นประจำ
"เพราะความรู้สึกหวาดกลัวต่อปฏิกิริยาที่จะได้รับจากฝ่ายตรงข้ามไงล่ะ...แต่แม่อยากให้พัดจำไว้ว่านั่นแหละที่เป็นข้อดีของลูก...ความตรงไปตรงมาของลูก...จะทำให้คนที่ลูกรักรู้สึกถึงความจริงใจที่มีให้ การซื่อสัตย์กับใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้บางครั้งจะต้องโอนอ่อนบ้างแต่ก็อย่าฝืนจนเกินกำลัง...เพราะไม่งั้นคนที่ต้องเจ็บปวดอาจจะเป็นตัวลูกเอง" คิ้วขมวดมุ่นฟังคำพูดอันลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเข้าใจ
"หมายความว่าไงฮะ...ผมไม่เข้าใจ" หญิงสาวยิ้มน้อยๆลูบหัวกลมเล็กนิ่งนาน ก่อนเอ่ยประโยคหนึ่งที่พัดไม่เคยลืมไปจากความทรงจำ
"ซักวัน...ลูกจะเข้าใจ แล้วเมื่อถึงวันนั้นลูกจะนึกขอบคุณ...ความตรงไปมาตรงมาของลูก"
...เมื่อไรล่ะครับ...เมื่อไรกันที่ผมจะเข้าใจแล้วนึกขอบคุณมัน...ในเมื่อคนตรงหน้าไม่นึกยินดีเลยซักนิดที่ผมกล่าวคำนั้น...คำที่มาจากใจผม...ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วไม่เคยมีซักคนเลยที่จะนึกขอบใจในความจริงใจของผม...ไม่มีเลยซักคน...ถ้าหากว่า...ผมจะลองทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามดูบ้าง...แม่จะว่ายังไงครับ...
"พัด" เสียงเรียกฉุดสติจากความทรงจำครั้งเยาว์วัย สายตาเลื่อนลอยขยับตามจำนวนครั้งที่นทีเอ่ยชื่อตัวเขา ความรู้สึกเย็นวาบตรงช่วงแขนเกิดพร้อมกับน้ำแข็งเย็นๆที่เข้ามากระทบ
"นที..." เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อตนของร่างบางทำคนฟังใจหายจนต้องตอบรับกลับทันควัน
"ว่าไง?"
"ทานข้าวเย็นด้วยกันมั๊ย?" เบิกตากว้าง ชะงักค้างกับคำชวนที่ไม่คิดว่าจะหลุดออกมา ก่อนพยักหน้าน้อยๆ จิตใจของชายหนุ่มสั่นรัวกับรอยยิ้มจางๆโดยไม่ทราบสาเหตุแต่อีกใจกลับรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่แฝงไว้ใต้รอยยิ้มนั้น...ต่อสิ่งที่ยังมาถึง...
..............................................................
"ลัคกี้ วันนี้พี่พัดทำอาหารญี่ปุ่น" เมย์กรี๊ดกร๊าดหลังจากกวาดตามองอาหารนานาชนิดที่เรียงรายบนโต๊ะอยู่นานสองนาน
"ก็ใครกันล่ะที่เอาแต่บ่นจนพอเห็นพี่หน้าก็แทบจะแปลงกายเป็นกุ้งชุปแป้งทอดหรือซุปมิโซะให้เห็นน่ะ" พีรพัธหันไปแขวะน้องสาวที่ทำท่าดี๊ด๊าเกินเหตุเมื่อเห็นอาหาร
"ก็พี่พัดทำอร่อยกว่าเมย์นี่หน่า" การอาศัยวิชาครูพักลักจำในช่วงที่เป็นนักศึกษาฝึกงานในร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้ผลจริงๆ แต่เพราะการทำครั้งหนึ่งจำเป็นจะต้องเจียดเงินมาซื้อวัตถุดิบราคาแพงทำให้พัดไม่ค่อยจะได้ประลองฝีมือกับอาหารประเภทนี้เท่าไร ความมั่นใจในฝีมือจึงลดน้อยตามไปด้วย
...เฮ้อ...อุตส่าห์ชวนนทีทานข้าวด้วยกันทั้งที...ตัวเราทำเองก็ดีอยู่หรอก...แต่ถ้าให้เมย์ทำหมอนั่นคงจะรู้สึกดีกว่านี้...
"ถ้างั้นก็ทานให้หมด อย่าให้เหลือล่ะ ไม่งั้นพี่ไม่ทำให้กินอีกด้วย" ข่มขู่น้องสาวตามนิสัยก่อนหันไปมองร่างสูง
"ส่วนนาย..."
"พี่น้ำต้องกินให้หมดนะคะ อาหารที่พี่พัดทำอร่อยทั้งนั้นแหละค่ะ แค่โจ๊กคราวที่แล้วพี่น้ำก็น่าจะรู้แล้วนี่" เมย์พูดขัดจังหวะพัดเลยหมดโอกาสต่อประโยคว่า...กินไม่หมดก็ไม่เป็นไรฉันไม่ถือ... จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยแล้วหันไปพูดสมทบแทน
"เออใช่...ไม่ได้ใส่ยาพิษเหมือนคราวที่แล้วรับรองได้" นทีได้แต่มองพี่น้องแย่งกันพูดซ้ายทีขวาทีโดยไม่รู้จะตอบโต้ว่าไง
"พี่พัดอ่ะ อย่าต่อว่าแฟนตัวเองบ่อยๆสิ คราวที่แล้วพอเมย์กระซิบบอกไปว่าพี่พัดอุตส่าห์ลุกจากเตียงมาแต่เช้าเพื่อทำของอุ่นๆแต่ไม่ร้อนจนเกินไปให้พี่น้ำที่เจ็บลิ้นทาน พี่น้ำก็รีบทานจนเกลี้ยงจานเลยนะ แล้วแถมตอนหลังยังชมว่าอร่อยไม่ขาดปากอีกด้วย"
"พี่ไม่เห็นได้ยินเลย" สิ่งที่เมย์พูดเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของผม
"พี่น้ำเค้าคงเขินมั๊งคะเลยไม่ยอมพูดต่อหน้าพี่พัดน่ะ" ยัยเมย์กระซิบกระซาบ ผมจึงหันไปมองคนที่กำลังตักกับข้าวเข้าปากโดยไม่สนใจบทสนทนาของพีรพรรณ
"นที...นายเนี่ย..." ร่างสูงละความสนใจหันมามองทั้งที่ช้อนตักหมึกชิ้นโตอยู่ในปาก
"รักฉันขนาดนั้นเลยหรอ" จบประโยคหมึกย่างซีอิ๊วชิ้นนั้นไหลไปติดที่คอทันที นทีสำลักไอค่อกแค่ก พัดแอบขำกับท่าทีเป๋อๆของร่างสูงที่นานๆจะได้เห็นซักครั้ง สายตาคมเหลือบมองมาอย่างหาเรื่อง แต่ร่างบางกลับรู้วิธีตอบโต้กับท่าทีนี้เป็นอย่างดี
"ฉันดีใจนะ" ยิ้มน้อยๆค่อยบรรจงส่งผ่านเป็นอัปเปอร์คัตหมัดย่อมๆน็อคเอาท์คนร่วมโต๊ะให้หงายหลังไปตามๆกัน นทีอึ้งเงียบราวเข็มเย็บปาก พีรพรรณมองท่าทีคนทั้งสองสลับไปมาก่อนรีบทานรีบจรลีหายลับออกไป ปล่อยให้คนทั้งคู่กลับมาอยู่ในสถานการณ์แบบสองต่อสองอีกครั้ง ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้นทีรู้ว่ามันเป็นโอกาสที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยปากถามในสิ่งที่ค้างคาใจอีกครั้ง
"พัด เรื่องเมื่อกี้..."
"เอาล่ะ พวกเราก็ทานเสร็จแล้วงั้นไปเรียนต่อกันดีกว่า...เลทหลายวันมันไม่ดี" แกล้งทำหูทวนลมคว้าแขนแกร่งฉุดให้ลุกตามไป
..........................................................
ห้องที่ปล่อยให้รกจนแทบจะไร้พื้นที่ซุกหัวนอนนั้นสภาพเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนมาก ของทุกอย่างที่วางระเกะระกะอยู่ตามพื้นหายไป กองหนังสือถูกจัดวางเสียใหม่บนชั้น เสื้อที่ใช้แล้วก็จัดวางลงตะกร้าเตรียมซักอย่างเรียบร้อย เหลือเพียงผ้าขนหนูผืนโปรดที่เจ้าตัวมักจะวางพาดตรงเก้าอี้โต๊ะคอมฯเพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
หลังจากลากเข้าห้องพีรพัธกดไหล่กว้างให้ทิ้งตัวลงข้างโต๊ะญี่ปุ่นก่อนหยิบแบบเรียนภาษาอังกฤษสองสามเล่มมากองตรงหน้าแล้วนั่งตามลงมาอีกด้านหนึ่ง
"พัด..นายจะ..." นทีทำท่าเหมือนจะท้วงอะไรบางอย่างแต่ก็สายเกินไปเมื่อร่างบางพูดขัดขึ้นมาอีก
"วันนี้คงเรียนได้ไม่มากเพราะเสียเวลาไปเยอะ"
ตึง!!!
กำปั้นแข็งๆทิ่มลงบนโต๊ะอย่างไม่กลัวเจ็บ พัดถูกร่างสูงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางจ้องมองหน้า
"หัดฟังที่คนอื่นพูดซะมั่ง นายกับฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกันมากกว่าเรื่องเรียน"
"เรื่องอะไรล่ะ" ทำหน้าเฉไฉไม่รู้เรื่องไปตามระเบียบ อารมณ์โมโหที่มีอยู่แล้วของนทียิ่งปะทุเข้าไปใหญ่
"ฉันไม่ชอบให้ใครมาปั่นหัวฉันเล่นอย่างนี้ บอกมาซะทีว่านายหมายความว่าไงเรื่องที่นายบอกว่าชอบฉัน" สีหน้าโกรธขึ้นยังคงอยู่ พอเห็นเช่นนั้นพัดกลับหลุดหัวเราะออกมา
"นายเชื่อด้วยเหรอเรื่องเหลวไหลแบบนั้น ไม่เอาน่านที นายไม่ใช่คนเชื่อคนง่ายนี่หน่า เรื่องเหลวไหลแบบนั้น..." เก็บกดสีหน้านิ่งพลางยิ้มแย้ม ต่อให้เจ็บปวดกับคำพูดตนเองซักแค่ไหนก็ต้องทน...เพราะเขาสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่า...จะไม่ทำผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง
"โกหก...นายกำลัง...โกหก...อยู่สินะ" แววตาวูบไหว ช่วงอึดใจเกือบเก็บกิริยาเสแสร้งแกล้งทำไม่อยู่ สิ่งที่นทีพูดเป็นความจริงที่ไม่อาจลบเลือนได้ พัดนิ่งเงียบก่อนเอ่ยเสียงดังฟังชัดราวกับต้องการเตือนจิตใจที่หวั่นไหวของตนเองให้รับรู้ไปในตัว
"อย่างนี้ล่ะนะถึงเรียกว่าเด็ก เชื่ออะไรง่ายๆ เอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ นิสัยอย่างนี้ฉันไม่มีทางชอบลงหรอก" สีหน้าไร้อารมณ์ที่ผมขอยืมมาใช้จากนายสิงมันพอจะทำให้นทีเชื่อได้รึเปล่า...ผมจะสะกัดกั้นความตรงไปตรงมาที่มีอยู่เป็นนิสัยได้รึเปล่า...ผมไม่รู้เลย
สีหน้าบึ้งตึงโกรธขึ้งปรากฏ ร่างสูงทำราวกับคำที่พัดเอ่ยเป็นสิ่งต้องห้าม สองตาจ้องมองคนพูดแววตาดุดันบ่งบอกว่าไม่ได้พูดเล่นอีกต่อไป
"เด็ก...งั้นหรอ ฉันอยากรู้จริงๆถ้านายเจอแบบนี้แล้วจะรู้สึกยังไง" ยังไม่ทันที่พีรพัธจะทำความเข้าใจกับความหมายของประโยคมือใหญ่กลับคว้าแขนเล็กกระชากขึ้นเตียง เพราะแรงฉุดทำให้สปริงรับน้ำหนักอ่อนยวบเสียงลั่นดังเอี๊ยดอ๊าด ข้อมือเล็กสองข้างถูกมือใหญ่จับล็อคหมดทางดิ้นรนหนี
"นะ นายจะทำอะไรน่ะ"
"เรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างนายเขาทำกันไงล่ะ" เสียงประชดแดกดันคำพูดสุดท้ายทำเอาพีรพัธใจหาย ร่างสูงก้มหน้าบดเบียดริมฝีปากกับผิวอ่อนข้างซอกคอ
"อึก...นะนะนะนะนายจะบ้าไปแล้วหรือไง ฉันผู้ชายนะเว้ย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้" ไรฟันขบแม้ม ความรู้สึกเจ็บเล็กๆแล่นผ่านเส้นประสาท ชายหนุ่มละริมฝีปากขึ้นมาตอบคนเบื้องล่าง
"ไม่ปล่อย ถึงรู้ไม่มากว่าผู้ชายเขาทำกันยังไง แต่ถ้าลองกับตัวจริงเดี๋ยวก็คงจะรู้เอง" มือใหญ่มือเดียวจับรวบสองข้อมือขึ้นเหนือศีรษะได้อย่างง่ายดายด้วยแรงมหาศาลทำให้พัดไม่สามารถสะบัดหลุดได้ สองขาที่ดิ้นไปมาโดนน้ำหนักกดทับจนต้องหยุดการขัดขืน
"ลองบ้าอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฮะ..เฮ้ย แกะกระดุมทำไมฟะ" กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดจากรังดุมเผยให้เห็นผิวขาวนวลแทรกมาตามร่องผ้า นทีช้อนหลังฉุดรั้งอาภรณ์กรอมข้อมือจับมัดสร้างพันธนาการกับท่อนเหล็กลายสวยงามที่หัวเตียง
"หยุดเด้ ฉันบอกให้หยุดไงเล่า นายจะทำอย่างนี้กับฉันไม่ได้นะ ฉันเป็นอาจาร...อือ" ริมฝีปากเจี้ยวแจ้วเจรจราถูกประกบ ลิ้นหนาลามเลียกลีบปากแดงสดอย่างย่ามใจก่อนชำแรกแทรกซึม ร่างบางที่พยายามถอยหนีถูกเกี่ยวกระหวัดความหอนหวานอย่างไม่เต็มใจ หัวใจเต้นที่ถี่รัวดูดพลังงานไปจนหมดกาย แรงขัดขืนเหือดหายไปราวอากาศ นทีละจากริมฝีปากประทับรอยจูบบนซอกคอขาว ไหปลาร้ากลมกลึง ก่อนหยุดตรงยอดอกสีชมพูใสที่เริ่มเปลี่ยนไปด้วยแรงปรารถนา ขบเม้มเบาๆจนร่างข้างใต้เผยเสียงครางออกมาอย่างพึ่งพอใจ
"อ๊ะ...อือ..ปะ..ปล่อยฉัน..." ปลายนิ้วบีบหยิกอีกข้างที่ไร้การกระทำจนกระทั่งติ่งเนื้อทั้งสองข้างแข็งขึงรับสัมผัส ชายหนุ่มหยอกเย้าจนแดงช้ำเช่นเดียวกับกลีบปาก ฝ่ามือเคล้นคลึงคลึงไปทั่วร่างกายปรนเปรออารมณ์ปรารถนาให้ร่างบาง
"นะ...ที ฉันเจ็บ" พัดร้องประท้วง ความเจ็บจี๊ดที่มาพร้อมกับอารมณ์สุขสมทำให้ทรมาน เสียงหอบครางอย่างอ่อนแรงแทรกซึมเข้าโสตประสาทที่ไร้การควบคุมของตน ความอับอายแล่นริ้วไปทั่วใบหน้า
"งั้นเปลี่ยนที่ให้ละกัน..." จบคำพูดมือใหญ่สัมผัสส่วนอ่อนไหวใต้ร่มผ้าอย่างกะทันหัน พัดถึงถึงกับร้องโวยวายออกมาไม่เป็นภาษาคน
"จะจะจับตรงไหนของนายน่ะ ที่ฉันพูดหมายถึงให้ปล่อยฉัน...ไม่เข้าใจหรือไง" ร่างบางดิ้นขลุกขลัก เสื้อเริ่มรัดข้อมือจนรู้สึกเจ็บ ถึงร้องอุธรณ์อย่างไรนทีก็ไม่ยอมหยุดแถมยังปลดตะขอรูดซิปจัดการใช้นิ้วแกร่งเคล้นคลึงส่วนกลางใต้ผ้าผืนน้อย
"อือ...อะ.." ขอบกางเกงยางยืดถูกจับร่นลงเผยให้เห็นส่วนที่กำลังตอบรับสัมผัสอย่างเต็มตา ส่วนนั้นกำลังสั่นไหวราวกับระงับอารมณ์ไม่อยู่เช่นเดียวกับเจ้าของที่ดวงหน้าอาบย้อมความอายกลายเป็นสีแดงซ่าน ชายหนุ่มจุมพิตเบาๆที่ส่วนปลายส่งผลให้เกิดเสียงครางสะอื้นลำคอ
"อึก...นที...พอเถอะ อย่าทำอีกเลย ฉันขอร้อง" ปลายหยาดน้ำตาที่เอ่อรื้นไม่อยู่ในสายตาของร่างสูง ในเมื่อคนตรงหน้าเห็นว่าเขาเป็นเด็ก เขาก็จะทำให้รู้ว่าเขาไม่ใช้เด็กที่จะให้ใครมาดูถูกหรือพูดล้อเล่นได้ แล้วก็ไม่ใช่...คนที่พีรพัธจะไม่มีทางชอบ เขาจะทำต่อไปเรื่อยๆจนกว่าพีรพัธจะเข้าใจ ริมฝีปากครอบครองส่วนอ่อนไหวกลางลำตัวขยับเลื่อนปรนเปรอความสุขสมพลางดูดเม้ม
"อือ...อะ..มะ...ไม่ไหว พอได้แล้ว" เล็บจิกผิวเนื้อใต้อุ้งมือระงับความรู้สึกแต่แรงผลักดันที่เกิดจากคนตรงหน้ามีมากเกิน ร่างโปร่งเกร็งกายปลดปล่อยทุกหยาดหยด ชายหนุ่มรับความปรารถนาเข้าคอ ลุกมองคนหายใจหอบแรงใบหน้าแดงก่ำอยู่นิ่งนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงแผ่วเบาของคนข้างใต้
"...ใช่มั๊ย" เสียงแหบพร่าดังเครือในลำคอ ร่างสูงนิ่งเงียบรอรับคำต่อว่าอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่นานประโยคคำพูดเดิมก็ดังซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ในคราวนี้ชัดเจนกว่าเก่า
"ล้อเล่นกับฉันอย่างนี้มันสนุกมากนักใช่มั๊ย!!!" พัดตวาด สีหน้าโกรธเกรี้ยวจ้องมองลึกลงไปในดวงตาซึ่งสะท้อนเงาตน คราบน้ำตาที่เอ่อล้นแต่ไม่ไหลรินทำเอาคนเห็นสะท้อนใจ แต่ความรู้สึกขัดแย้งส่งผลให้ร่างสูงเอ่ยปากออกมา
"ทีนายยังล้อเล่นกับฉันก่อนเลย" แล้วทำไมเขาจะตอกกลับไม่ได้ล่ะ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่วิ่งแล่นอยู่ในอกบอกให้นทีทำเช่นนั้น
"แทนที่จะขอโทษ แต่นายกลับ...พูดออกมาอย่างนี้ได้ไงเนี่ย!!!" พัดตวาด ส่งผลให้ร่างสูงโต้กลับมาทันที
"งั้นนายก็บอกฉันสิว่าเรื่องที่นายพูดไม่ใช่เรื่องโกหก แล้วฉันจะทำตามที่นายต้องการ" นทีเว้นวรรคประโยค ชั่วครู่ผมรู้สึกเหมือนกับว่านทีหันมามองผมก่อนละสายตาหันไปทางอื่น ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่นก่อนขยับเอ่ย
"สารภาพรักไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างนายจะเอามาทำเล่นๆ ถ้าไม่เห็นความสำคัญของมันก็อย่างเอ่ยปากออกมา" น้ำเสียงจริงจังที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำให้ความสำคัญกับการสารภาพรักเพียงใดผมไม่เคยรู้จนกระทั่งได้มาเห็นสีหน้านี้
...ผมไม่เคยล้อเล่นเลย...แต่ใจที่หวาดกลัวต่อผลลัพธ์มันมีมากเกินไป มากเสียจนทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม การสารภาพรักทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องโดนปฏิเสธมันช่าง...โง่เขลาสิ้นดี...โดยเฉพาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการสารภาพรัก...คนที่สารภาพรัก...กับเมย์
"....โทษ" เสียงแผ่วหวิวดังไม่เต็มประโยคทำเอาคนฟังใจสั่น แต่ร่างสูงก็ตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบฟังต่อไป
"ขอโทษ ต่อนี้ไปฉันจะไม่ทำอีกแล้ว ปล่อยฉันเถอะ" ม่านน้ำตาบดบังเบื้องหน้าให้พร่ามัว พัดคงต้องขอบคุณสภาพในตอนนี้ของเขา การนอนหงายช่วยให้น้ำตาไหลออกมาช้าลง ข้อมือถูกปล่อยให้เป็นอิสระ น้ำหนักกดทับเบื้องล่างหายไป เสียงฝีเท้าและประตูห้องที่ปิดงับบอกให้รู้ว่าไม่มีร่างของคนๆนั้นอยู่แล้ว ไม่มีร่างของคนที่เขาพึ่งรู้ตัวว่ารัก ไม่มีร่างของคนที่ไม่เคยรักเขา...เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ถูกดังขึ้นปิดผิวกายที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดง พีรพัธกอดกระชับไหล่ตนเองแน่น เล็บจากนิ้วทั้งสิบจิกลงผิวเนื้อตนเองจนเจ็บราวกับจะตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หรืออาจจะเป็นการสกัดกั้นน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสายของตนเอง ร่างบางได้แต่ทิ้งตนเองให้จมอยู่กับกองน้ำตาและความเงียบงัน
...................................TBC...........................................
edit @ 13 Jan 2008 12:05:52 by Sakutaka
#1 By ren-ou (125.26.237.194) on 2008-01-13 14:44