Mistake that make me miss U - 8

posted on 11 Jan 2008 15:58 by sakutaka  in novel

ตอนที่ 8

...อีกนิด กลั้นใจอีกนิด...

พีรพัธยืดตัว โน้มหน้าเข้าไปใกล้หวังประกบริมฝีปากบางนุ่มบนกลีบปากได้รูป มือยึดเกาะเกี่ยวบ่ากว้างเป็นหลักพึ่งพิง ก่อนยืดตัวเข้าไปใกล้มากขึ้น จนริมฝีปากแนบสนิทชิดกัน นทีเบิกตากว้างตกใจกับการกระทำแต่ทว่าความรู้สึกหวานล้ำจากกลีบปากกลับดึงดูดให้แขนแกร่งโอบรอบเอวบางแน่น มือใหญ่สัมผัสแก้มเนียนอย่างเบามือ
................
........
......

...แค่นี้คงพอมั๊ง...

พัดเอนหลังหมายมั่นออกห่าง มือสองข้างดันอกแกร่งราวเบรกห้ามล้อ เอวที่ถูกพันธนาการไว้แน่นหนาเปลี่ยนสภาพเป็นจุดหมุนที่ถูกล็อคตาย ร่างบางหลบเลี่ยงการสานต่อจนหลังแทบเคล็ด จ้องหน้าคมแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างกับจะฆ่ากันให้ตาย

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายนที” เสียงกระซิบห้ามปรามดังพอเข้าหูคนตรงหน้าแต่ไม่ดังพอไปเข้าหูคนข้างหลัง

“พัด นายเป็นคนเริ่มก่อนนะ” ชายหนุ่มท้วง ปลายจมูกหยอกไล้ไปทั่วผิวแก้ม

“ก็กำลังจะจบให้แล้วไงเล่า ปล่อยเด้” มือเล็กล็อคคางเกร็งสุดแรงเกิดไม่ให้เข้าใกล้มากกว่านี้ ถ้าไม่ติดว่ากลัวแผนการล้มเหลวคงจับบีบคอไปนานแล้ว

“เรียกว่าน้ำก่อนแล้วจะปล่อย”

“จะ ให้ มา เรียกอะไรกันตอนนี้เล่า” สบโอกาสแผ่นหลังกว้างบังสายตาสบัดหน้าหลีกหนี

“งั้นไม่ปล่อย” ร่างสูงทำหน้าง้ำท่าทางจะเอาจริงอย่างคำพูดแรงรัดแน่นหนาหนักกว่าเก่าจนแทบขยับตัวไม่ได้

“น้ำ....น้ำน้ำน้ำน้ำ....น้ามมม พอใจยัง”

“อย่าเรียกทิ้งๆขว้างๆอย่างนั้นสิ ชื่อฉันมีค่ากว่าที่นายคิดนะ” ยอมทำตามเรียกชื่อก็แล้วจะเอาอะไรอีก พัดทำท่าจะตอกกลับไปแต่เสียงๆหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด” เสียงกรีดร้องจากผู้ร่วมเหตุการณ์อีกคนที่ถูกลืม คนทั้งคู่หันไปมองก็ต้องตกใจผละตัวออกจากกันแทบไม่ทัน สาวน้อยที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่ารินทุ่มเทกำลังสุดเสียงราวกับร้องโอเปร่า ขอบตาล่างหยดน้ำกลั่นตัวเอ่อรื้น หล่อนจ้องหน้าพัดนิ่งราวกับเป็นศัตรูกันมาสิบชาติปางก่อนก็ไม่ปาน

“อย่ามายุ่งกับพี่น้ำของรินนะ” นักกรีฑาหญิงเดินทนกลัวตำแหน่งแชมเปี้ยนหลุดหาย หรือกลัวสตาฟโค้ชเรียกไปด่าก็ไม่อาจคาดเดาได้ หล่อนเดินสาวเท้าไม่ยั้งมาทางพัด ประสาทส่วนในรับรู้ถึงรังสีอัมหิตที่คุกรุ่นออกมา เขายังไม่พร้อมที่จะเจ็บตัวเป็นครั้งสอง และยังไม่อยากถูกกล่าวหาว่ารังแกผู้หญิง ร่างบางจึงตัดสินใจหันไปตบบ่านทีสองสามที แถมด้วยยิ้มปลอบขวัญหนึ่งครั้ง

“เคลียร์กันเอาเองนะ” ว่าแล้วก็วิ่งทั่กๆหน้าตั้งแบบไม่อายฟ้าดิน พลางได้ยินเสียงแว่วเรียกชื่ออยู่ไกลๆไหวๆ จึงชักเท้าหยุดถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ฮู่...รอดแล้วล่ะนะ” สายตาชะงักเห็นเงาดำๆมาขวางหน้า พีรพัธจึงเหลือบมองดู ทำให้รู้ว่าไม่รอดอย่างที่คิด

ร่างสูงราวร้อยเจ็ดสิบกว่า เชิ้ตครีมไทด์เลือดหมูลายเส้นเฉียงกับกางเกงสแล็คยืนจังก้ากอดอดขวางทางอยู่ บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าหนุ่มที่สุดในบรรดาอาจารย์เอกภาษาอังกฤษปั้นหน้าเครียดมองมาทางเขา

“บอกพี่หน่อยได้มั๊ยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

...เออ...บังเอิญว่า ผมยังไม่ตั้งชื่อเรื่องเลยครับ...

..................................................................

ห้องสมุดร้างคนประจำคณะถูกเปิดใช้อีกครั้งหลังอาจารย์ประจำห้องขอตัวไปรับอาหารลงท้องซึ่งประจวบเหมาะกับตอนที่บุคคลทั้งสองก้าวเท้าเข้ามาในห้องพอดิบพอดี กุญแจถูกหยิบยื่นให้กับศราวุธที่พร้อมจะใช้ห้องนี้อย่างผิดวัตถุประสงค์ได้ทุกเมื่อ

โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งกระจายทั่วห้อง ศราวุธเลือกมุมเงียบๆสำหรับคนต้องการความสันโดษในการอ่านหนังสือเป็นที่นั่งพูดคุย แสงไฟจากหลอดตะเกียบเหนือหัวส่องสว่างลอดศีรษะลงมาให้เห็นเป็นดวงกลางโต๊ะ พัดก้าวนั่งช้าๆกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ มองคนที่นั่งตามหลังลงมาอย่างกล้าๆกลัวๆ

“พี่ต้องการรู้เรื่องที่พี่ไม่รู้ทั้งหมด” ศราวุธนั่งหน้านิ่งกอดอก มองขอคำตอบตรงไปตรงมา เออ...ถ้าเป็นไปได้ผมขอข้าวหน้าทงคัทสึ หรือคัทสึด้ง ซักชามแล้วจะลาขึ้นแท่นประหารอย่างสงบสุขครับ ถ้าไม่ติดที่ว่ารอบข้างรายล้อมไปด้วยชั้นหนังสือแล้วล่ะก็ผมคงเข้าใจผิดคิดว่าห้องนี้เป็นห้องสอบสวนลับของเอฟบีไอหรือซีไอเอไปแล้ว

“เรื่องอะไร...ที่พี่วุธอยากรู้หรอครับ” หลังคำถามนี้หลุดออกไป อารมณ์กลัวมือสวยๆของคนตรงข้ามจะตะบันเข้าหน้าก็เกิดขึ้น ชายหนุ่มคงรู้ว่าเขาแกล้งถามถ่วงเวลา แต่โชคยังดีที่พี่วุธยอมตอบคำถามผมอีกครั้งโดนไม่ร้องอุธรณ์ใดใด

“เรื่องพัดกับเด็กที่ชื่อนที”

“เออ...คือ เรื่องมันยาวน่ะครับ” เพราะแค่นึกสนุกกับการแก้แค้นทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ผมควรจะโทษการกระทำไม่ยั้งคิดของตัวเอง หรือโทษโชคชะตาที่เล่นตลกจนทำให้ผมได้มาเจอกับนทีดี

“ตั้งแต่เมื่อไร....”

“เอ๋?” บทเกริ่นนำแห่งโศกนาฏกรรมของพีรพัธเปิดฉากขึ้น เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าหน่วยสอบสวนตรงหน้าจะถามอะไรออกมาอีก

“ความสัมพันธ์ของพัดกับหมอนั่นเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร” พี่วุธถามเสียงเครียดกว่าเก่า การรอคำตอบแม้เพียงเสี้ยวนาทีในตอนนี้คงนานเกินไปสำหรับอาจารย์หนุ่ม

“มะ...มันไม่ใช่อย่างที่พี่วุธคิดนะครับ” ปฏิเสธเสียงแข็งกับความสัมพันธ์ที่ถูกตราหน้าให้ทั้งที่ยังไม่ทันเอ่ยตอบอะไร

“พัดรักหมอนั่นใช่มั๊ย”

....ระ...รัก...น่ะนะ...

คำถามที่ตั้งขึ้นมาแบบถูกจังหวะถูกเวลาทำเอาร่างบางชะงัก คำว่า“รัก”ในประโยคคำถามของศราวุธราวกับก้อนหินก้อนเล็กที่ปาด้วยแรงมหาศาลพุ่งตรงมายังจิตใจ กองฝุ่นที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งแผ่กระจายทำให้ของเหลวขุ่นคลั่กอีกครั้ง

....เราน่ะหรอรักนที....

เท่าที่จำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่นทีก้าวเข้ามาแสดงบทบาทนำในละครชีวิตอันจืดชืดของเขาก็ไม่เคยมีเรื่องดีดีเกิดขึ้นซักอย่าง ไหนจะจูบแรกที่มาอย่างกะทันหันแบบไร้มารยาทนั่น ไหนจะการข่มขู่ทั้งที่รู้ว่าเป็นพี่ชายของคนที่ตนชอบ ไหนจะนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจไม่ยอมแม้แต่จะเชื่อฟังคนที่มีฐานะเป็นถึงอาจารย์อย่างเขา ไหนจะเรื่องที่ทะเลาะกับผู้เป็นแม่จนเขาต้องเอาตัวเองเข้าไปขวางเลยได้รับของแถมกลับมา แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขากลับแพ้รอยยิ้มกระจ่างตาที่นทีหยิบยื่นมาให้ แพ้เสียงในใจที่แอบหวั่นไหวทุกครั้งเมื่อถูกหยอกล้อ แพ้ดวงตาสีดำนิลทุกครั้งจ้องมอง แพ้ความรู้สึกในอ้อมแขนที่โอบกอดเขาราวกับเป็นคนรักจริง การกระทำทุกอย่างทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนสำคัญของนที เป็นคนๆนึงที่อยู่ในสายตาของนที

...แต่ถ้า...ถ้ามีซักวันนึงที่นทีเลิกทำอย่างนั้นกับเราล่ะ...เราจะยอมรับได้เหรอ...เราจะรับได้กับการถูกหมอนั่นมองข้ามหรอ...

รอยยิ้มเศร้าจุดที่มุมปาก คำตอบที่เคยเลือนรางค่อยๆกระจ่างชัดมากขึ้น ร่างบางขยับริมฝีปากที่แหบแห้งของตนเอ่ยคำที่ไม่เคยคิดซักนิดว่า...ครั้งหนึ่งในชั่วชีวิตนี้จะต้องพูดออกมา

“ผม...อาจจะเผลอ...รักเขาไปแล้วก็ได้” ถึงแม้จะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ถ้าถูกขโมยใจไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว ก็คงจะสายเกินไปที่จะแย่งกลับคืนมา

“แล้วหมอนั่นรักพัดรึเปล่า” ร่างบางสะดุ้งมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนตอบคำถามที่เจ้าตัวรู้คำตอบดีด้วยแววตาเศร้าสร้อยหนักกว่าเก่า

“เปล่าครับ ไม่เคยรักเลย” ในเมื่อเขาไม่เคยแสดงออกถึงความรักให้นทีได้รับรู้มีหรือที่นทีจะตอบกลับ แต่ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่านทีมีตัวจริงอยู่แล้วยังจะไปรัก มันกลับดูโง่เง่ายิ่งกว่า

“....” ห้องสมุดที่เงียบอยู่แล้วถูกทำให้เงียบกว่าเก่า ไม่มีเสียงต่อว่าด่าทออะไรหลุดออกมาจากปากศราวุธ ชายหนุ่มมองพัดเงียบๆถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ถ้าพี่บอกให้พัดเลิกล่ะ พัดจะว่าไง”

“เลิก...” แค่ได้ยินคำนี้สีหน้าของร่างบางก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกหวาดกลัวในใจผุดขึ้นมา

“เลิกสอนนที เลิกแวะหาข้องเกี่ยว และตัดใจจากเขาซะ”

“...คือผม...” รู้ดีว่าบทสรุปสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่การทำใจยอมรับตอนนี้มันหนักหนาเกินไปสำหรับเขา พัดได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่ยอมตอบอะไรอีกนับจากนั้น ทำให้ศราวุธถอนหายใจออกมาหนักกว่าเก่าราวกับว่าอยากลดอายุตัวเองให้สั้นลง อาจารย์หนุ่มมองหน้ารุ่นน้องอย่างห่วงใย

“พี่ว่าแล้ว...ว่าเราต้องทำไม่ได้ พี่ไม่เคยคิดที่จะทำให้พัดหนักใจ พี่เพียงแค่....”

“หึงสินะครับ”

“ใช่แล้ว พี่แค่หึงเท่านั้นเอง” เสียงแว่วในหัวสะท้อนทะลุออกมาภายนอกตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ตัว ศราวุธเพียงแค่ผงกศีรษะเห็นด้วยกับความคิดนั้น แต่หูเจ้ากรรมดันไปได้ยินรุ่นน้องเรียกชื่อใครบางคนอยู่

“นายสิง?” พี่วุธเหลือบมองไปยังร่างที่ยืนหัวโด่อยู่หัวโต๊ะราวกับเป็นองค์ประธานในการประชุมสามัญสามฝ่าย

“เหยอ!!! ขะขะขะเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ครูว่าครูล็อคประตูห้องแล้วนะ” อืมผมก็จำได้ว่าพี่วุธล็อคประตูก่อนเข้ามาจริงๆ

“คุณศราวุธ รู้จักแผงที่ตั้งอยู่ริมฟุตบาทหรือตั้งอยู่ตามมุมทางออกไปยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้ามั๊ยครับ”

“เอ๋...แผง? แผงอะไร” ศราวุธทำหน้าฉงนมองหน้าไร้อารมณ์ของสงัดที่เหมือนกำลังเล่นเกมอัจฉริยะไขรหัสเข้าสู่รอบเงินหลักล้าน

“ร้านปั๊มกุญแจไงครับ” ในที่สุดก็เข้าใจสิ่งที่คนมาใหม่ต้องการสื่อ

“แล้วเธอเอากุญแจห้องสมุดไปปั๊มได้ไง อย่างนี้มันผิดกฎนะ”

“เอ๋ งั้นหรอครับ แต่เวลาผมเข้ามาอ่านหนังสือวันเสาร์อาทิตย์โดยใช้กุญแจนี้ พอคนตรวจเข้ามาก็ไม่เห็นว่าอะไรนี่ครับ”

“ก็เพราะชอบผลุบๆโผล่ๆอย่างนี้แล้วใครมันจะไปเห็นเล่า!!!” มาดเท่ๆหลุดออกเป็นก๊งๆ ผมเชื่อว่าความสามารถของนายสงัดนั้นมีรอบตัวจริงๆ แต่ไม่ได้คิดถึงกระทั่งว่าจะทำให้พี่วุธที่มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าผมอารมณ์แปรปรวนไปได้ขนาดนี้

“แล้วเธอจะมายืนอยู่ที่นี่ทำไม จะไปอ่านหนังสือหรืออะไรก็ไปทำเถอะ” พี่วุธทำทีไล่นายสิง คงหวังจะมาเคลียร์กับผมให้รู้เรื่อง แต่สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกยังคนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

“คุณศราวุธ...” ร่างผิวขาวซีดเอ่ยชื่ออาจารย์ขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนนิ่งไป ผมกับพี่วุธได้แต่จ้องมองเป็นตาเดียว

“ความรักไม่มีเหตุผล...เป็นคำกล่าวของคุณเมื่อวันที่...” ผมกลั้นใจรอสงัดพูดจนจบประโยคอย่างเคยแต่คำพูดกลับจบลงแค่ตรงนั้น ตรงคำว่า...วันที่

“ผมขอตัวก่อนครับ” ร่างเบาบางเดินตัวปลิวราวผีผ้าห่มไปยังประตู เสียงปิดงับดังขึ้น ห้องสมุดกลับมาพบกับความสงบอีกครั้ง ผมนั่งมองประตูทางเข้าอย่างอึ้งๆ สติหลุดออกเพราะเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของคนข้างตัว

“พี่วุธ?” อยู่ดีๆก็ขำออกมา ทำให้ผมอดสยองไม่ได้หรือพี่วุธจะโดนมนต์ดำคุรุรุของสงัดไปซะแล้ว

“...ลืมไปเลยทั้งๆที่เป็นคนพูดเองแท้ๆ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตนเองก่อนหันมาเผชิญหน้าพีรพัธอีกครั้ง

“พัด พี่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์จะห้ามพัดไม่ให้ไปชอบใคร แต่อยากให้พัดจำไว้อย่าง ถ้ามีตอนไหนที่พัดเศร้าหาที่ระบายไม่ได้ พี่อยากให้พัดนึกถึงพี่เป็นอันดับแรก ไม่ใช่ในฐานะอาจารย์รุ่นพี่ แต่ในฐานะของ....ผู้ชายคนนึง” แววตาจริงจังมุ่งมั่นบ่งบอกความหมายแฝงออกมาทางคำพูด

“พี่...วุธ...ผม..” ต่อให้เกิดมาซื่อบื้อเรื่องความรักขนาดไหน แต่ถ้าได้เห็นท่าทางตอนนี้ของศราวุธแล้วล่ะก็ย่อมต้องเข้าใจว่าคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่เขารักและห่วงอย่างสุดหัวใจ

“เอาล่ะ ได้เวลาไปสอนแล้ว ไว้เจอกันนะพัด” ศราวุธเดินจากไปปล่อยให้พีรพัธนั่งจมอยู่กันความคิดมากมายที่ผ่านเข้ามาในหัวสมอง แค่เพียงไม่กี่นาทีทุกอย่างที่คาใจและไม่เคยรู้มาก่อนกลับถูกไขกระจ่าง ประสาทด้านชาเกินจะรับรู้เรื่องราวอะไรอีก เปลือกตาบางปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อน ร่างบางได้แต่พึมพำกับตนเอง

“แม่ครับ ผมควรทำยังไงดีเนี่ย”

..............................................

“พีรพัธ วันนี้นายทำแสบมากนะ ปล่อยให้ฉันอยู่กับ....เอ๋?” โต๊ะประจำตัวว่างเปล่าไร้ร่างเจ้าของ นทีหมุนตัวไปรอบๆมองหา ถือวิสาสะชะโงกหน้าไปดูใต้โต๊ะเผื่อร่างบางเล่นพิเรนทร์แอบมุดซ่อนตัวอยู่ แต่แล้วกลับพบกระดาษโน้ตใบน้อยวางแหมะอยู่ข้างกองหนังสือขนาดใหญ่

“วันนี้...ลาป่วย” อ่านจบขยำกระดาษโยนทิ้งลงตระกร้าขยะหลังเก้าอี้ สองเท้าก้าวอาดๆเดินออกไปจากห้อง

............................................

“พี่พัด วันนี้ไม่มีสอนพี่น้ำหรอ” พีรพรรณนั่งจ้องหลังผู้เป็นพี่ที่กำลังวุ่นวายกับการทำกับข้าวครั้งใหญ่ซึ่งดูเหมือนวันนี้จะขะมักเขม้นทำเป็นพิเศษ หลังจากกลับมาบ้านเธอก็พบว่าพีรพัธสิงสถิตย์อยู่ในบ้านเป็นเวลานานแล้วแถมยังมีกองอาหารสดที่เหมือนพึ่งไปเหมามาจากตลาดสดซอยข้างบ้านกองใหญ่ราวกับพี่ชายตนเองต้องการหนีภัยน้ำท่วมตุนเสบียงขึ้นเรื่องโนอาห์ยังไงอย่างนั้น

“ไม่มีอารมณ์” มือจับมีดกรีดกลางหลังกระชากอึกุ้งออกมาโยนเหวี่ยงไปมาลงถังขยะ ซักพักจึงเดินเบี่ยงไปทางขวาหยิบกะหล่ำปลีที่ล้างเรียบร้อยขึ้นมาหั่นซอยถี่ละเอียดยิบ

“พูดอย่างนี้ได้ไงคะ พี่พัดเป็นอาจารย์นะ มีอย่างที่ไหนหยุดเพราะไม่มีอารมณ์ แล้วนั่นจะทำอะไรอ่ะคะ พี่พัดจะทำสลัดอย่างงั้นหรอ” เมย์เห็นท่าทางหั่นกะหล่ำปลีอย่างเคียดแค้นของพี่ชายก็ต้องตกใจรีบถามขึ้นมาทันที

“ผัดกะหล่ำปลี” หลังจากกะหล่ำปลีถูกฆ่าหั่นศพ พีรพัธจึงหันมาจัดการกับปลาซัมมะที่นอนอืดรอการควักไส้กับหมึกที่รอการถลกหนังอยู่

“ทำผัดกะหล่ำทำไมต้องหั่นซะละเอียดอย่างงั้นล่ะคะ...แล้วปลากับปลาหมึกนั่นอีกทำไมต้องบั้งซะจนลายพร้อยอย่างงั้นด้วย” คราวนี้พัดไม่ยอมตอบ ทำเอาน้องสาวกลุ้มกับพฤติกรรมแปลกๆของพี่ชายและได้แต่จ้องดูต่อไป มือบางคว้ามีดคว้านขึ้นมาแกะๆขูดๆ กองผลไม้นานาชนิด ก่อนคว้าสตอเบอรี่โยนเข้าเครื่องปั่นเปิดสวิตซ์เสียงดังอื้ออึง

“สงสัยชาติก่อนต้นกะกล่ำปลีคงไปขึ้นขวางประตูบ้านคุณพัดล่ะมั๊งถึงได้แค้นมันขนาดนั้นน่ะ”

เคร้ง!!!

มีดคว้านหลุดมือร่วงลงเคาน์เตอร์ครัว ร่างบางหันมามองหน้าประตูครัวอย่างหวาดๆ ไม่ผิดไปจากที่คิด นที จันทรเมฆากุล ยืนขวางมือยันกรอบประตูทำสีหน้าโหดๆกวนๆส่งมา พัดหันไปมองน้องสาวทำตาขวางใส่

“ยัยเมย์ พี่บอกแล้วไงว่าไม่ให้เปิดประตูรับคนแปลกหน้า”

“พี่น้ำไม่ใช่คนแปลกหน้าซะหน่อย ก็พี่น้ำเป็นแฟน...”

“ช่างเถอะจะทำอะไรก็ตามใจแล้วกัน” พีรพัธพูดขัดก่อนหันไปสนใจการชุปแป้งลงบนตัวกุ้งต่อ

“พัดทำไมวันนี้ถึงทำอย่างนั้น” บทสนทนานี้ไม่น่าพูดต่อหน้ายัยเมย์ทำไมหมอนี่ไม่รู้บ้างนะ ผมตัดสินใจหันไปต่อว่าทั้งๆที่ยังไม่อยากมองหน้าเสียด้วยซ้ำ

“เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกัน...” สองคนได้มั๊ย ตั้งใจว่าจะพูดอย่างนั้น แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเงื่อนไขครบสมบูรณ์ ยัยเมย์ตลบหลังผมแว่บหายออกไปเสียแล้ว

“คุยได้แล้วสินะ” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ ผมตัดใจปิดเตาแก๊สที่ตั้งน้ำมันไว้เตรียมทอดเทมปุระ

“ที่ทำอย่างนั้นลงไปเพราะ....” พีรพัธทำอ้ำๆอึ้งๆ นทีที่ตั้งใจฟังคำตอบนั้นแทบหยุดกลั้นหายใจ

“เพราะ....”

“เพราะอะไรล่ะ อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้ บอกมาเลยสิว่าเป็นเพราะอยากแก้แค้นฉั...”

“เพราะฉันชอบนาย” ท้ายประโยคที่เติมเต็มทำเอาร่างสูงมึนงงมองพัดแบบช็อค เรียวปากร่างสูงขยับขึ้นลงมีเพียงเสียงเบาๆเล็ดลอดออกมา

“นาย...ชอบ...”

...............................TBC…………………………

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry