Mistake that make me miss U - 7
posted on 11 Jan 2008 15:56 by sakutaka in novel“อ้าว...พี่พัดกลับมาแล้วหรอคะ เมย์ทำอาหารเสร็จพอดีเลย พี่น้ำก็มาทานด้วยกันสิคะ อ๊ะ!!!” พีรพรรณลุกจากโซฟามาต้อนรับบุคคลทั้งสอง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นพี่ชายของตนกำลังถูกรุ่นพี่คนดังจับมือเสียแน่นสนิทติดยิ่งกว่าตังเมเดินเซแท่ดๆมาซบหลังคนที่เพิ่งหยุดเดินอยู่เบื้องหน้า
“จะหยุดก็หัดบอกกันบ้างเซ่ แล้วนี่ทำไมต้องลากกันมาด้วยล่ะห๊า” นิ้วจับจมูกตัวเองเบาๆเพราะกลัวว่าแรงของการชนจะทำให้ดั้งนั้นอันตรธานหายไป แต่คนถูกต่อว่าต่อขานกลับไม่สนใจที่จะฟังเลยซักนิด
“น้องเมย์พี่ขอเวลาส่วนตัวซักเดี๋ยวนะ แล้วเราค่อยมากินข้าวด้วยกัน” นทีกล่าวโปรยยิ้มพราวสเน่ห์ไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินเข้าไปในห้องอาหารทั้งๆที่อยู่ในสภาพลากจูงใครบางคนอยู่ ปล่อยให้พรีพรรณมองพีรพัธที่ดิ้นเหมือนเสือติดจั่นไล่หลังตามไป
“จับมือกันด้วย คู่นี้เนี่ยหวานกันจริงเลยน้า เมย์ไม่เข้าไปขัดจังหวะหรอกค่ะพี่น้ำ ปล่อยให้สวีทกันไปดีกว่า”
...............................................
น้ำเย็นจากก๊อกไหลลงมาปะทะผ้าขนหนูผืนหนาจนเปียกชุ่ม มือใหญ่จัดการบิดจนหมาดได้ที่ แล้วนำมาประคบแก้มซ้ายซึ่งเริ่มปรากฏรอยแดงของฝ่ามือให้กับคนเจ็บตัวซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะอาหาร
“อู๊ยส์ เจ็บ เบาๆมือหน่อยสิ” ความปวดร้าวระบมจากแรงมือที่ไม่ยอมอ่อนโยนให้กับรอยช้ำ ทำให้คนป่วยถึงกับต้องร้องอุทานต่อว่า
“หาเรื่องเข้าให้แล้วไง นายน่ะ” แรงกระทบมือซ้ำหนักกว่าเก่าจนพัดรู้สึกว่าขืนพูดว่าให้เบามากกว่านี้มีหวังหมอนี่ได้ทำกรามเขาหักแน่
“ก็ใครมันจะไปนึกว่าแม่นายจะตบลงมาจริงๆล่ะ ไอ้เราก็นึกว่าท่านคงแค่โมโหเฉยๆแล้วพรุ่งนี้ก็แค่ไล่ฉันออกจากการเป็นอาจารย์สอนพิเศษของนายเท่านั้นเอง” เพราะนทีหยุดมือ ผมจึงถือโอกาสสวนเป็นการใหญ่
“เขาจะไม่ทำแค่นั้นน่ะสิ เผลอๆอาจจะแกล้งบีบให้นายออกจากการเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ” นทีกล่าวคำขู่น่ากลัวยิ่งกว่าที่ผมคิดออกมา
“หา? ไม่จริงน่า ฉันจะตกงานแล้วหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย” เมื่อนทีพูดให้เห็นอนาคตอันริบหรี่ของตน ทำเอาพัดถึงกับหน้าซีด เผลอจินตนาการไปถึงชีวิตหลังตกงานที่มีแต่ความยากจนมารุมเร้า
“แต่อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราขนาดลูกตัวเองเขายังไม่มีเวลามาสนใจเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งทำเรื่องไล่นายออกจากงานล่ะ” ร่างสูงแหยะยิ้มเย้ยหยันเหม่อมองเลื่อนลอยออกไป
“แต่ว่า...” พัดกล่าวสายตาหรุบต่ำมองนิ้วที่เล่นเกี่ยวพันไปมาอยู่บนตักของตนเองราวกับกำลังรอการตัดสินใจอะไรบางอย่าง
“หืม?”
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่นายก็ไม่ได้เกลียดแม่นายใช่มั๊ย”
“....นายคิดว่าไงล่ะ...” เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะย้อนถามผมกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
หนึ่งครั้ง ไม่เห็นมีใครเลยนี่
หน้าร้านสะดวกซื้อปลอดผู้คนยามพักกลางวันเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการหลีกหนีจากสายตาชาวบ้าน พอมาถึงสถานที่นี้พีรพัธสะบัดมือให้หลุดจากการจับกุมของร่างสูง พลางถามข้อสงสัยต่างๆนานาที่ผุดขึ้นมาในหัวกับการปรากฏกายแบบกะทันหันของนที
“ฉันว่านายรักท่าน รักมากซะด้วย...ฉันพูดถูกมั๊ย” พูดจบจึงลอบสังเกตอาการของนที สายตาของร่างสูงมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด นทีหัวเราะน้อยๆก่อนพูดออกมา
“...จะเรียกว่าถูกก็ถูกล่ะนะ แต่มันก็เป็นแค่เรื่องในอดีต ถึงตอนนี้จะยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ แต่ฉันก็แสดงออกไม่เป็นแล้วล่ะ ฉันยังคิดอยู่เลยว่าถ้านามสกุลจันทรเมฆากุลไม่โด่งดังในวงการธุรกิจ ในวันนี้ฉันอาจจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้” บรรยากาศขมุกขมัวรอบตัวนทีไม่เปลี่ยนไป นทีพูดจนผมคิดไปถึงสภาพของเด็กชายตัวเล็กๆที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทายาทสืบทอดกิจการของตระกูลอันยิ่งใหญ่เพียงคนเดียวแต่กลับถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่กับความเหงาและความอ้างว้าง
“ดีแล้วล่ะ” รอยยิ้มกระจ่างตาปรากฏขึ้นที่มุมปาก พีรพัธมองไปยังนทีแล้วยิ้มด้วยความยินดีตามคำพูด
“....” มือถือผ้าขนหนูหยุดทำหน้าที่โดยสิ้นเชิง นทีมองหน้าผมอึ้งๆหมอนั่นคงเดาไม่ถูกกับคำพูดที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมว่าต่อไปทั้งๆที่ยังมองหน้าหมอนั่น
“ดีแล้วที่นายยังรักพวกท่านอยู่” ต่อให้โกรธ หรือเกลียดกันขนาดไหนความสัมพันธ์แม่ลูกก็ตัดขาดกันไม่ลงหรอก ผมเชื่อว่าอย่างนั้น
“พัด...” มือใหญ่เกือบเอื้อมมาสัมผัสถูกหน้า แต่ทันทีกับที่พีรพัธพูดขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“เพราะฉะนั้น นายก็กลับบ้านซะ” ร่างบางลุกขึ้นใช้สองมือผลักดันนทีไปที่ประตู
“ทำไมจู่ๆถึง...” ร่างสูงที่ถูกรุกแบบไม่ได้ตั้งตัวจึงไม่ได้ต่อต้านอะไรได้แต่ยอมก้าวเท้าไปตามทิศทางที่ถูกบังคับให้เดิน
“พอกลับไปถึงก็อย่าลืมไปปลอบแม่นายล่ะ ท่านกำลังรอนายอยู่ ถ้าไม่ให้รู้สึกว่าเรารักเขาก่อนแล้วเขาจะรักเราได้ยังไง จริงมั๊ย ทำตามที่ฉันบอก ถึงแม้แม่นายจะทำเฉยชากลับมาก็อย่าท้อ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” พีรพัธยิ้มน้อยๆ ให้นที จนร่างสูงต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ผงกหัวตอบรับอย่างว่าง่ายแล้วยอมให้พัดลูบหัวซักสองสามทีก่อนจะเดินออกไป
“ฉันเชื่อนะ ว่าท่านยังรักนายอยู่สุดหัวใจ นายนที”
......................................................................
“พัด ไปทานข้าวด้วยกันมั๊ย”
“พี่วุธ ทำไมจู่ๆ” การปรากฏกายของอาจารย์หนุ่มธุรกิจรัดตัวอย่างศราวุธในห้องพักครูต่างสาขา ทำให้พีรพัธประหลาดใจเล็กน้อยแต่ยังไม่ทันจะถามอะไรต่อก็ถูกร่างสูงโปร่งของคนตรงหน้าดึงดันให้ทำตามที่บอก
“บังเอิญว่าพี่มีเรื่องจะพูดด้วยน่ะ” พีรพัธเดาไม่ได้เลยว่ามันจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่ความรู้สึกลึกๆกลับบอกว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ร่างบางทำตามคำพูดของอาจารย์หนุ่มก้าวออกจากห้องพักครูไปโดยไม่โต้แย้งใดใด
.....................................................................
ภายในโรงอาหารส่วนกลาง เสียงผู้คนเอะอะจอแจดังไปทั่ว กลิ่นอาหารหลากหลายชนิดผสมปนเปกันจนไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร ด้วยความขี้เกียจรอและไม่อยากอาหารพีรพัธจึงตัดสินใจฝากท้องกับร้านข้าวแกงที่มีคนต่อแถวน้อยที่สุดเช่นเดียวกับศราวุธที่เดินตามติดเขาเป็นตังเมอย่างกับกลัวว่าร่างบางจะหนีหายไปไหน ทั้งสองคนเลือกมุมเงียบๆซึ่งน่าจะเรียกว่าเสียงดังน้อยที่สุดในโรงอาหารเป็นที่นั่งพูดคุยสนทนากัน
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า” ทันทีที่หย่อนก้นลงนั่งพี่วุธก็ถามขึ้นมาเป็นประโยคแรก ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมถึงกับสะอึกและนึกไปถึงเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นในหนึ่งสัปดาห์นี้
“เอ๋...เรื่องอะไรล่ะครับ” ผมไม่รู้ว่าพี่วุธถามหยั่งเชิงผมเพื่อให้ผมสารภาพออกมาเอง หรือว่ายังไม่รู้จริงๆ แต่ในเมื่อยังพอมีโอกาสรอดตัวผมก็ต้องหาทางคว้าไว้ล่ะนะ เพราะฉะนั้นผมจึงแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ถามพี่วุธไปทั้งอย่างนั้น
“เรื่องการสอนเด็กที่ชื่อนทีไงล่ะ” พอทำอ้อมพี่แกกลับแกล้งย้อนมาตรงๆทำเอาผมแทบจุกหงายหลังอยู่ตรงนั้น
“กะ...ก็ดีนี่ครับ ไม่มีปัญหาอะไร” ผมหมายถึงตัวเด็กนะครับ แต่แม่เด็กนั่นก็อีกเรื่อง
“หรอ....งั้นก็ดีแล้วล่ะ เพราะพี่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อวานผู้ปกครองของเด็กที่ชื่อนทีอยู่ๆก็โทรมาหา แถมยังถามเรื่องของพัด พี่ตกใจหมดคิดว่าจะมีเรื่องอะไรซักอีก แต่เอาเข้าจริงเขากลับบอกว่าต้องการทำความรู้จักให้มากขึ้นเท่านั้นไม่มีอะไร พี่เลยงงว่าทำไมถึงไม่ไปถามกับเจ้าตัว....พัด...เป็นอะไรรึเปล่าน่ะทำไมหน้าซีดๆ” ระหว่างที่ร่ายยาวยิ่งกว่าบทสวดสรภัญญะ ศราวุธก็สังเกตเห็นท่าทางของคนตรงหน้าที่แปลกไป
“ปะ ป่าวครับ” ผมแค่กลัวว่าจะถูกไล่อออกเมื่อไหรเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากมายหรอกครับพี่วุธ
“แต่สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ ไปหาหมอมั๊ย” ไม่พูดเปล่าเอื้อมมือมาสัมผัสหน้าผากร่างบางเปรียบเทียบกับอุณหภูมิร่างกายตนเอง แต่รู้สึกว่าแค่ที่หน้าผากจะไม่พอมือของรุ่นพี่จึงเคลื่อนคล้อยลงมาที่พวงแก้มขาวซึ่งปรากฏรอยเลือดฝาดจางๆ
“พะ....พี่วุธผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ ปล่อยผมเถอะ” พัดกล่าวท้วงแต่ดูเหมือนจะไม่เข้าหูศราวุธ อาจารย์หนุ่มเลยยังคงสำรวจอาการต่อไป
“แก้ม ทำไมดูช้ำๆล่ะ ที่มุมปากก็ด้วย” รอยช้ำที่ส่ออาการเห็นชัดกว่าเมื่อวานถูกคนมองในระยะประชิดสังเกตเห็น
“รอยจากการกระทบกันกับผิวเนื้ออย่างรุนแรงน่ะครับ” อาจารย์หนุ่มจ้องมองริมฝีปากรุ่นน้องคนสนิทนิ่ง ปากพัดไม่ได้ขยับ แล้วเสียงมันมาจากไหนล่ะ ศราวุธเหลียวศีรษะมองไปรอบๆ เพื่อหาต้นทางของเสียง
สองครั้ง ก็ไม่มีอยู่นั้นแหละ
สามครั้ง....
“ผมอยู่นี่”
“เหยอ!!!! สะสะสะสงัด” ร่างที่โผล่พ้นขอบโต๊ะมาแค่ศีรษะ กล่าวขึ้นมาลอยๆให้คนหาจับทางถูก แต่ไม่นึกว่าจะได้ผลเกินคาดจนคนที่เป็นฝ่ายหาต้องร้องออกมาซะเสียงหลงและปล่อยมือจากการแตะต้องใบหน้าคนตรงข้าม
“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ อย่าโผล่มาอย่างนี้ได้มั๊ยครูตกใจหมด หน้าตาเธอก็ทำให้ครูแทบหัวใจวายได้อยู่แล้ว นี่ยังจะโผล่มาแบบนี้อีก” พี่วุธกล่าวต่อว่าคนที่โผล่มาแต่หัวให้สยองขวัญแบบในละครศีรษะมารเล่น
“ผมยืนอยู่ตั้งนานแล้ว แต่คุณศราวุธกลับมองไม่เห็นเอง ผมเลยคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือการส่งเสียงเรียกออกไปให้ได้ยิน แล้วผมก็ส่งเสียงออกไปแต่คุณศราวุธกลับไม่ทราบเสียทีว่าเป็นใคร ผมเลยต้องโผล่ศีรษะออกมาและแล้วผมก็รู้ว่าทฤษฎีการเรียกแค่เสียงไม่สามารถใช้ได้ผลกับคุณศราวุธ” จอมตั้งทฤษฎีสงัดกล่าวสรุปทฤษฎีตนเองอย่างย่อ
“ว่าแต่มาที่นี่มีธุระอะไรกับครูล่ะ”
“เปล่าครับ คนที่มีธุระกับคุณศราวุธไม่ใช่ผม แล้วก็ไม่มีใครที่มีธุระกับคุณศราวุธ มีแต่คนที่มีธุระกับคุณพีรพัธ ส่วนผมเป็นแค่คนนำทางเฉยๆ” ยังไม่ทันที่นิ้วชี้สีซีดจะนำทางไปยังบุคคลที่เคยยืนอยู่ด้านหลัง แต่ร่างๆนั้นกลับเดินเฉี่ยวขึ้นมาด้านหน้าคว้าข้อมือพีรพัธจับฉุดให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้
“นะ นที” ร่างสูงใหญ่ในชุดไปรเวทเสื้อยืดคอกลมสีเหลืองอ่อนกางเกงยีนส์สีซีดขณะนี้มีใบหน้าที่แม้แต่พีรพัธยังไม่สามารถบรรยายอารมณ์ได้ถูก นทีกำข้อมือเล็กแน่นจนเจ็บ
“เฮ้ย เจ็บนะเนี่ย แล้วนั่นจะพาฉันไปไหนน่ะ” นทีนิ่งตอบพัด ก่อนลากออกไปจากโรงอาหาร
“นั่นสิจะพาพัด....ไป...ไหน...น่ะ” ศราวุธกล่าวเก้อเพราะสองคนนั้นห่างไปไกลเสียแล้ว
.....................................................................................
“เป็นอะไรของนายอีกล่ะห๊ะนที เอะอะก็ฉุดคนอื่นไปๆมาๆจนฉันปวดหัวไปหมดแล้วนะเนี่ย” ปวดจนกลัวว่าซักวันผมต้องพกกระปุกพาราเซตามอลเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านเสียแล้ว
“แผลเมื่อวานหายแล้วหรอ” โฮ่...ยังดีที่หมอนี่มีกะจิตกะใจมาเป็นห่วงผมด้วย
“ก็ไม่เป็นอะไรมากแล้ว” ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆเห็นอย่างนี้ก็เถอะผมก็ทนมือทนตีนเหมือนกันนะ กะอีแค่ถูกผู้หญิงตบไม่ทำให้ถึงตายหรอก
“ก็สมควรจะหายอยู่หรอก เล่นดูแลกันดีขนาดนั้น” ร่างสูงทำเสียงประชดใส่ ทำเอาผมอารมณ์ขึ้นกับท่าทีของหมอนั่นไปด้วย
“นายหมายถึงใครกันถ้าหมายถึงพี่วุธนายก็เข้าใจผิดแล้วล่ะ พี่วุธเขาก็แค่เป็นห่วงฉัน ฉันไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหนเลย หัดพูดจาให้มันมีสัมมาคารวะกับครูบาอาจารย์ซะบ้าง” ถึงจะใหญ่มาจากไหนแต่มันก็ต้องมีขีดจำกัดกันบ้าง หมอนั่นทำอย่างกับว่าถ้าไม่ขออนุญาตแล้วผมจะไม่มีสิทธิ์ไปทำอะไรที่ไหนกับใครได้เลยอย่างงั้นแหละ
พอเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวพร้อมคำด่าทอต่อต้านจากพัด นทีก็ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ ทันทีที่อ้าปากเสียงๆหนึ่งกลับขยันแทรกขึ้นมาขวางพอดี
“พี่น้ำ” สาวสวยสะโอดสะองค์ในชุดนักศึกษา วิ่งแท่ดแท่ดมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มทั้งสอง เธอหยุดกุมเข่าตนเองพลางหายใจหอบแรงราวกับไปวิ่งมาราธอนสามสิบกิโลเมตรมา
“มาอยู่นี่เองหรอคะให้รินตามหาซะทั่ว รินก็รู้นะคะว่าช่วงนี้พี่น้ำติดเรียนแต่ก็น่าจะมาหารินเป็นบางครั้งบางคราวบ้าง รินคิดถึงพี่น้ำจะแย่อยู่แล้วนะ” ไม่พูดเปล่าสองแขนเกาะเกี่ยวแขนแกร่งแน่นหนาราวกับกลัวคนตรงหน้าหนีหายไปอีก
“ริน ช่วงนี้พี่ไม่ว่างจริงๆ” คนรู้จัก...น้องรหัส....หรือคนรู้ใจ เรียกชื่อกันซะสนิทสนมเชียว นทีหันไปเผชิญหน้ากับสาวน้อยคนนั้นเต็มตัว โดยปล่อยให้พัดยืนเก้ออยู่ที่เก่า ทั้งๆที่ความรู้สึกโมโหยังคุกกรุ่นอยู่ในใจ ในเมื่อทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของเขาดีนัก เขาก็จะทำให้รู้สำนึกว่าเวลามีเขาอยู่ในอาณัติแล้วจะรู้สึกยังไง ว่าแล้วร่างบางก็จัดการทำอย่างที่ตัวเองคิดอย่างไม่รอช้า
“น้ำ เด็กคนนี้ใครน่ะ” พีรพัธในชุดเสื้อกันหนาวสีฟ้าลุกคืบขึ้นมาเกาะเกี่ยวแขนอีกข้างที่ยังว่างของนที ใบหน้าซุกไซร้ไปตามกล้ามเนื้อแขนแกร่ง แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของให้ประจักษ์แก่สายตา นทีมองท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมิอของพีรพัธอย่างหวาดๆ เช่นเดียวกับสาวน้อยที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่เบื้องหน้าพวกเขาไปแล้ว
“เสียเวลามามากแล้วนะ ไปกันเถอะน้ำ” ผมกึ่งลากกึ่งควงนทีไปยังตัวรถ ทำให้ผมอยู่ในสภาพที่ถูกนทีบังให้พ้นสายตาของหญิงสาว ฉากหนึ่งในละครที่ผมเป็นผู้กำกับได้เริ่มต้นขึ้น ผมทำท่าเหมือนพึ่งนึกอะไรบางอย่างออกแล้วพูดออกมาเสียงดังพอที่จะให้คนในเหตุการณ์ได้ยิน
“อ๊ะ น้ำ เธอลืมอะไรรึเปล่า” รู้สึกว่าคำพูดคำจาตนเองขัดต่อมทอลซิลส่วนในของผมเสียจริง แต่ผมก็ทำได้อย่างลื่นไหลไม่มีติดขัดราวกับว่าความรู้สึกอยากแก้แค้นมันค้ำคออยู่
“หะ ลืมอะไร? นายเป็นอะไรรึเปล่าพัด” คำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันของผมทำให้นทีถึงกับตั้งตัวไม่ถูก
“ก็ลืมจูบสายันต์สวัสดิ์ไง” ว่าจบร่างบางเกาะเกี่ยวไหล่กว้างเป็นที่พักพิงพลางยืดตัวเข้าใกล้ นทีได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ไม่ต่อต้านอะไร จนกระทั่งริมฝีปากคนทั้งคู่แนบชิดสนิทกัน
.............................TBC..............................