Mistake that make me miss U - 6
posted on 11 Jan 2008 15:54 by sakutaka in novel
ตอนที่ 6
“หยุดได้แล้ว!!!” สิ้นเสียงผิวเนื้อกระทบกันแผดลั่น ความรู้ชาก็แล่นปราดไปทั่วฝ่ามือ เสียงกดดินสอกดดังจุกจิกหายไป คนถูกทำร้ายร่างกายเหลือบตาขึ้นมองอย่างสงสัยเชิงหาเรื่อง ผิดกับผู้กระทำที่ถึงแม้จะเจ็บรวดร้าวไปทั้งฝ่ามือแต่ก็กลั้นความรู้สึกเอาไว้
“แม่นายให้มาเรียนหนังสือ ไม่ใช่ให้มานั่งกดดินสอเล่น” พีรพัธกัดฟันระงับความโมโหที่แผ่พลุ่งพล่านออกมาไม่หยุดยั้ง มือข้างหนึ่งยังคงค้างนิ่งอยู่ที่มือของฝ่ายตรงข้ามฝืนบังคับไม่ให้ขยับยุกยิกตามใจต้องการ
“แต๊ะอั๋งฉันหรอ?” ใบหน้านิ่งๆเชิงหาเรื่องของนทีพูดประโยคนี้ออกมา ทำเอาร่างบางถึงกับทำหน้าแหย
...คิดว่าตัวเองป๊อบปูล่าขนาดไหนฟะเนี่ยถึงมาหาว่าผมแต๊ะอั๋ง...
ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ผมได้เห็นหน้ากวนๆของหมอนั่นย่างกรายเข้ามาในห้องพักครู....แหล่งกบดานอันแสนสงบของผม
..................................................
“ให้ผมสอนภาษาอังกฤษหมอนี่เนี่ยนะ” โชคดีที่ตอนนั้นเข็มสั้นและยาวของนาฬิกาขยันพอที่จะเดินข้ามผ่านตัวเลขสิบสอง คณาจารย์ที่อยู่ภายในห้องจึงบางตาลงจนเหลือแทบนับคนได้ เสียงของพีรพัธที่ดังสูงกว่าปกติเพียงเล็กน้อยจึงไม่ดังพอที่จะไปเตะแก้วหูใครบางคนให้ฉีกขาดได้
“ใช่แล้วล่ะ เอ...พี่ว่าพี่ส่งทรานสคริปให้พัดดูแล้วนะ หรือว่าเครื่องพิมพ์ในห้องสาขาของพี่จะเจ๊งเลยพิมพ์ชื่อนักศึกษาไม่ติดกันเนี่ย...ไหนเอามาให้พี่ดูหน่อยซิ” มือสวยๆของพี่วุธกำลังจะเอื้อมมายึดใบแจ้งเกรดในมือแต่โดนคนที่ถือไว้ยื้อไปเสียก่อน
“อ่ะฮะฮะไม่เป็นไรครับ ชื่อนักศึกษาพิมพ์อยู่ชัดเจนดี ไม่มีปัญหาอะไร” แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือคนในโลกมีอยู่เยอะแยะทำไม๊ทำไมต้องเอานายนทีมาลงกับผมด้วยเนี่ย หรือว่าพวกเราจะเป็นคู่แท้สองโลก ที่ไม่ว่าผมจะอยู่ไหนนายนทีก็จะต้องตามมาจองล้างจองผลาญผมเรื่อยไป แต่เท่าที่ผมเข้าใจคู่แท้สองโลกมันต้องตามมาครองรักกันทุกชาติไปไม่ใช่หรอ ทฤษฎีโลกกลมกำลังจะถูกพิสูจน์อยู่ตรงหน้าผมเนี่ยแหละ ทำเอาผมนึกรังเกียจอริสโตเติลขึ้นมาทันควัน ที่ขยันเอาเวลาไปแล่นเรือรอบโลก
“ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ดีแล้วล่ะ พี่จะได้ไปทำงานต่อ เรื่องสถานที่เรียนก็ตกลงเอาเองตามสะดวกละกัน...ว่าแต่สงัดเธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ ทำไมเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” ศราวุธกล่าวเชิงสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายกับพัดก่อนจะหันไปหาเรื่องเอาความกับนายสิงที่ยืนตัวตรงนิ่งราวกับเคารพธงชาติอยู่ตรงหน้าประตู
“คุณศราวุธเป็นคนนัดผมไว้เมื่อวานเวลาสิบแปดนาฬิกาสามสิบแปดวินาที ขณะที่ผมอยู่ที่ซุ้ม โดยบอกว่า ‘สงัด...พรุ่งนี้ตอนเที่ยงว่างมั๊ย มีจะเรื่องจะรบกวนหน่อย มาหาอาจารย์ที่ห้องด้วยนะ’ พูดอย่างนั้นจบก็รีบร้อนเดินจากไป วันนี้พอผมมาหาที่ห้องพักครูสาขาภาษาอังกฤษตามเวลานัดกลับไม่พบคุณอยู่ในนั้น ผมจึงใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นว่าขณะนี้คุณศราวุธอยู่ไหนและผลสรุปก็ออกมาว่าเป็นที่นี่ ซึ่งในตอนแรกนั้นผมยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคำว่าห้องอาจจะหมายถึงห้องของคุณศราวุธที่อยู่บนชั้นยี่สิบสองของคอนโด...”
“เย้ยๆพอ...พอได้แล้วนายสงัด ไปเก็บข้อมูลพวกนี้มาจากไหนเนี่ย ทำเอาสงสัยเลยว่าจะรู้ไปถึงขนาดเอวของครูด้วยรึเปล่าเลย” ศราวุธหยุดริมฝีปากสีซีดที่ขยับหมุบหมิบจนเกือบจะหลุดตำแหน่งที่ซุกหัวนอนของอาจารย์หนุ่มแทบไม่ทัน แต่เผลออดสยองขวัญกับข้อมูลของนายสิงไม่ได้ จึงแซวที่เล่นทีจริงออกไป โดยไม่นึกว่าเจ้ากรมข้อมูลจะตอบออกมาจริงๆ
“สามสิบสองนิ้วไม่ขาดไม่เกินครับ”
“เหยอ!!”
“ข้อมูลอัพเดตล่าสุดเมื่อตอนกลางวันของวันที่สิบสาม ว่าแต่การลืมคำที่ตนเองเคยพูดไว้เป็นนิสัยที่ไม่ดีของผู้ใหญ่นะครับ” ทั้งๆที่ปากกำลังต่อว่าแต่สีหน้ากลับนิ่งเฉยไม่แสดงออก
“เป็นอันว่าครูขอโทษละกันที่ลืม พวกเรากลับไปคุยธุระที่ห้องสาขากันเถอะ พัด พี่ไปก่อนนะจะโดนนักเรียนกินหัวเข้าให้แล้ว” อาจารย์ศราวุธหันมากระซิบกระซาบกับผมพูดเชิงติดตลก แต่ที่ไหนได้สงัดหรือนายสิงกลับหูดีผิดคาด
“นินทาก็ไม่ใช่นิสัยที่ดีนะครับ คุณศราวุธ” น้ำเสียงกับสีหน้ามาแบบพล็อตเดิมๆแต่ติดตรงที่บรรยากาศเริ่มอึมครึมขึ้น
“เอ่อ...เธอเนี่ยนะคิดยังไงถึงเรียกทุกคนว่าคุณเนี่ย” ศราวุธผู้ไม่กดดันต่อบรรยากาศนั้นยังคงถามลูกศิษย์ตนเองต่อไป
“คุณเป็นคำขึ้นต้นพื้นฐานในการเรียกผู้อื่นที่สุภาพโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะครับ” และลูกศิษย์ก็เต็มใจที่จะตอบ
“เข้าใจล่ะงั้นเราไปกันเถอะ ตกลงกันให้เรียบร้อยนะพัด” ศราวุธสาวเท้ายาวๆเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง ตามด้วยร่างของนายสิงซึ่งเดินตามไปติดๆ เสียงประตูปิดฉับไล่หลังสองหนุ่มครูศิษย์ไป ปล่อยให้ห้องพักครูจมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง จนนานหลายนาทีพัดถึงยอมตัดสินใจเปิดปากพูดเป็นประโยคแรก
“นั่งก่อนสิ” ขายาวๆสาวไม่ยั้งมาหยุดนั่งตรงเก้าอี้ที่ถูกเชื้อเชิญ นทีในชุดเสื้อชอปสีดำเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับผม เพราะตั้งแต่พบกันครั้งแรกผมยังไม่เคยเห็นหมอนั่นคว้าหรือควักเสื้อที่บ่งบอกถึงฐานะว่าเป็นเด็กวิศวะออกมาใส่เลยซักครั้ง
“เอายังไงก็ว่ามา” เสียงเหนื่อยหน่ายเร่งเร้าขอคำตอบจากผม ถึงจะได้ยินอย่างนั้นผมก็ยังนั่งนิ่งไม่ตอบอะไรออกไปทันที เหตุผลก็มีอยู่ว่าผมไม่เคยมีประสบการณ์สอนตัวต่อตัวมาก่อนเลยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรจะสอนอย่างไรดี หรือจะสอนที่ไหนดี
“อาจารย์พีรพัธผมไม่ได้มานั่งตรงนี้เพื่อรอคุณส่งกระดาษคำตอบข้อสอบกลางภาคอยู่นะ” คำพูดประชดประชันแบบวัยรุ่นใจร้อนขอทีเถอะหลุดออกมา ผมไม่ใช่เป็นคนโมโหง่ายนะ แต่พอผมอยู่กับหมอนี่ทีไรเป็นอันต้องเลือดขึ้นหน้าทุกที นทีไม่เคยให้เวลาผมคิด หรือทำอะไรเลยซักอย่าง มีแต่มานั่งเร่งเร้า บังคับให้ผมทำนั่นทำนี่ตามใจหมอนั่นอย่างเดียว
“ถ้านายไม่อยากสอนก็ไม่เป็น...”
“เอาเป็นบ้านนาย ฉันจะสอนนายทุกวันจันทร์ถึงศุกร์หลังเลิกเรียน รวมทั้งหมดเป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนสอบกลางภาค นายจะต้องเพิ่มรายวิชาภาษาอังกฤษลงในวิชาเรียน ส่วนเรื่องการเข้าเรียนฉันจะไปขอให้อาจารย์รายวิชางดเว้นให้เป็นพิเศษ แต่นายต้องถือว่าการเข้าเรียนกับฉันเป็นหนึ่งในชั่วโมงสอน เพราะฉะนั้นการโดดจะถือว่าโดนตัดคะแนน” ก่อนที่นทีจะพูดจบพร้อมกับถอนหายใจเป็นจุดฟูลสตอปปิดประโยคผมก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน ผมดับความหวังที่หมอนั่นหยิบยื่นมาให้ลงไปอย่างง่ายดาย ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นโอกาสให้ผมไม่ต้องเจอหมอนั่นอีก แต่ด้วยทิฐิที่ไม่อยากทำตามที่หมอนั่นบอกไปซะทุกเรื่อง ผมจึงพูดออกไป
“หวังว่านายคงสะดวกนะ” ผมกล่าวย้ำคำอีกครั้ง ในเมื่อก้าวออกมาแล้วจะให้ชักเท้ากลับก็ว่ายังไงอยู่ เอาวะ...ลองดูซักตั้ง
“...” นทีไม่ตอบรับคำใดๆ ร่างสูงลุกขึ้นพรวดพราดแล้วเดินก้าวย้ำๆพุ่งไปที่ประตู พัดซึ่งเห็นปฏิกิริยาอย่างนั้นเกือบวิ่งไปขวางตรงหน้าประตูแทบไม่ทัน
“เดี๋ยวสินที เธอยังไม่ตอบตกลงครูซักคำ แล้วนี่จะรีบไปไหน ครูยังมีเรื่องต้องคุยกับเธออีกนะ” เพราะจำเป็นต้องตะโกนเสียงดังมากขึ้น พีรพัธเลยเปลี่ยนคำสรรพนามที่ใช้เรียกตนเองและนที เพื่อให้เหมาะสมกับกาลเทศะ แต่การแสดงออกด้วยการผลักคนขวางทางอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกประตูซะเสียงดัง รวมถึงมือที่พาดลงมาบนแผ่นไม้สี่เหลี่ยมนั้น ไม่แสดงท่าทีเคารพนบนอบแบบศิษย์อาจารย์อีกต่อไป
“อย่ามาบังคับฉันด้วยคำสั่งของผู้หญิงคนนั้น มนุษย์ประเภทนาย...ฉันเกลียดที่สุด” ใบหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้มกวนกับท่าทีเซ็งๆและเหม่อลอย อาการต่างๆเหล่านี้หายไปหมด เหลือไว้แต่เพียงอารมณ์โกรธขึ้งของมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกโทสะเข้าครอบงำ ผมเผลอตกใจกับคำว่าเกลียดที่หลุดออกมาจากปากได้รูปนั้น และฉงนสงสัยกับสรรพนาม ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ที่นทีเรียก แต่แทนที่ผมจะรู้สึกโกรธ โมโห หรือกลัว ผมกลับไม่มีอารมณ์จะคิดอย่างนั้น
“นายจะเกลียดฉันยังไงก็แล้วแต่นาย แต่ขอให้จำไว้ด้วยว่า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่ชอบที่จะทำตามคำสั่งใคร การกระทำทั้งหมดของฉันมันมาจากความต้องการของฉันทั้งนั้น เรื่องเรียนพิเศษก็อย่างที่ฉันพูด หวังว่านายคงจะเข้าใจ ตอนนี้ถ้าอยากไปก็เชิญตามสบาย” พัดถอยหลบฉากเปิดประตูที่นทียันอยู่จนเจ้าตัวต้องยอมถอย สายตาส่งสาส์นว่าเชิญ พร้อมยืนค้างนิ่งโดยมือยังคงจับลูกบิดประตูอยู่ตรงนั้น สายตาคมมองผ่านร่างบางไปแว่บหนึ่ง ก่อนเดินตัวตรงออกไปช้าๆ คล้อยแผ่นหลังกว้างพีรพัธปิดประตูฉับ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความอึดอัด
...ทำไมถึงพูดตรงข้ามกับที่ใจคิดไปได้นะ จริงๆแล้วเราน่าจะถามสาเหตุที่หมอนั่นโกรธไปตรงๆไม่ใช่หรอ แต่คนอย่างนทีนอกจากคนที่เปิดใจให้แล้วคงไม่ยอมบอกอะไรกับคนอื่นง่ายๆหรอก นอกเสียแต่ว่าเรา...จะกลายเป็นคนที่หมอนั่นยอมเปิดใจพูดด้วย แต่ว่า...จะมีวันนั้นหรอ ไปทำให้เค้าเกลียดซะแล้วนี่นะ...พัดได้แต่ถอนหายใจอยู่ในมุมเงียบๆของห้อง
พอมาถึงวันที่ต้องสอนวันแรกผู้ชายที่ชื่อว่า นที จันทรเมฆากุลกลับทำให้ผมแปลกใจอีกครั้งด้วยการบุกเข้ามาถึงห้องพักครูแล้วลากผมซึ่งกำลังนั่งกลุ้มเรื่องหมอนั่นอยู่ที่โต๊ะทำงานให้ออกไปนั่งรถสปอร์ตคันหรูเพื่อโดยสารไปที่บ้านของหมอนั่น และมันก็ได้กลายเป็นชีวิตประจำวันของผมไปโดยปริยาย
.............................................................
“ฉันควรจะทำยังไงกับนายดีเนี่ย” มือที่ถูกกล่าวหาว่าแต๊ะอั๋งถูกยกขึ้นมากุมขมับแทน ร่างบางทอดถอนลมหายใจเหยียดยาวแบบไม่ปกปิดอาการแม้แต่น้อย พลันเห็นสายตาที่จ้องมองมาจึงท้าทายด้วยการเขม็งตอบกลับไป
“พีรพัธ ฉันบอกนายตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าไม่อยากทำก็ถอนตัวซะเรื่องมันจะได้จบ” จบกะผีน่ะสิ ขืนผมบอกว่าไม่ทำล่ะก็ ต้องมีคำถามจากพี่วุธตามมาว่ามีเหตุผลอะไรถึงไม่ทำชัวร์ ผมยังไม่กล้าพอที่จะให้คนมาฟื้นฝอยหาตะเข็บในตัวผมหรอกนะ
“ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะนายแหละ ถ้านายไม่ทำตัวเป็นเด็กโง่จอมอวดดี ฉันก็ไม่ต้องมานั่งกุมขมับอยู่อย่างนี้หรอก!!!” หลังพูดจบประโยค แว่บหนึ่งผมรู้สึกถึงรังสีอัมหิตพุ่งส่งตรงมาทางผม มือแกร่งยืดยาวข้ามมาคว้าหนังสือรวมข้อสอบภาษาอังกฤษขั้นสูงไป ก่อนที่เจ้าตัวจะเปิดขึ้นมาขีดๆเขียนๆอยู่นานประมาณสิบห้านาทีแล้วผลักดันหนังสือเล่มเดิมนั้นให้ไหลมาอยู่ตรงหน้าผมแทน
“ไม่จริงน่า...” หลังจากนั่งจดๆจ้องๆข้อสอบที่นทีเสนอมาให้พัดซักพัก ร่างบางก็ต้องอุทานขึ้นมาอย่างประหลาดใจ เนื่องจากท่าทีของนทีเมื่อกี้นี้มันคือการนั่งทำข้อสอบฉบับเก่าๆของมหาวิทยาลัยที่ผลการตรวจออกมาไม่มีตรงไหนที่ผิดเพี้ยนไปจากเฉลยเลยแม้แต่น้อย
“ฉันไม่ได้โง่...แล้วก็จำไว้ให้ดีนะ พีรพัธ...อย่ามาสั่งฉันอีกเป็นครั้งที่สอง” ร่างสูงใหญ่จับพนักเก้าอี้ที่ตนเองนั่งลากครืดยาวไปข้างหลังแล้วลุกขึ้นโดยไม่รอฟังเสียงยับยั้งของพีรพัธ ประตูไม้แกะสลักฝีมือประณีตวิจิตรถูกเปิดออก แต่นทีกลับชะงักค้างนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหว พลอยทำให้คนในห้องสงสัยว่าเกิดอะไรจึงลุกตามขึ้นไปดู
หญิงสาววัยกลางคนในชุดสูทสีขาวล้วนปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าระเบียงทางเดินซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับหน้าห้องที่พีรพัธและนทียืนอยู่ ใบหน้าขาวซีดขาดสีเลือดดั่งคนมีอายุเกินวัยเมียงมองมาทางเขาประหนึ่งเพิ่งสังเกตเห็น ขาเพรียวยาวสองข้างที่พร้อมจะก้าวเคลื่อนผ่านไปอย่างไม่ใยดีหยุดค้างตามมารยาทก่อนเอ่ยคำทักทายออกมาด้วยริมฝีปากหยักรั้งซึ่งปรากฏรอยแห่งวัยทุกครั้งที่สนทนา
“อาจารย์พิเศษใช่มั๊ยคะ ดิฉันเป็นแม่ของนที ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นมารดาของนทีโค้งเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย
“อ่ะครับ...ยินดีที่ได้รู้จัก ผมพีร...” ด้วยการทักทายแบบกะทันหันทำให้พัดตั้งตัวไม่ติดจึงเผลอพูดติดๆขัดๆออกไป แต่ยังไม่ทันที่ผู้เป็นอาจารย์จะพูดจบก็ถูกผู้เป็นแม่ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ยังไงก็ฝากลูกชายของดิฉันด้วยนะคะ บังเอิญว่าดิฉันมีธุระ ขอโทษที่เสียมารยาท ขอตัวก่อนค่ะ” ร่างของหญิงสาวกำลังจะเดินจากไป เหลือไว้แค่ความประทับใจที่ติดลบในการพบเจอกันครั้งแรกของผม นทีซึ่งยืนนิ่งไม่ได้ทักทายผู้เป็นแม่มาตั้งแต่ต้นกลับกล่าวขึ้นมาลอยๆไล่หลังผู้เป็นมารดาไป
“ถ้าไม่ว่างขนาดนั้นก็ไม่เห็นจำเป็นต้องหยุดทักทายเลยนี่ จริงมั๊ยพีรพัธ” นทียืนกอดอกแผ่นหลังพิงวงกบประตูมองดูผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ผลกระทบจากคำพูดนั้นทำให้บุคคลที่กำลังจะจากไปหันมาเผชิญหน้าลูกบังเกิดเกล้าทั้งที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
...หมอนี่กำลังประชด...ผมได้ยินเสียงนทีหัวเราะในลำคอ เรื่องไร้สาระต่างๆนานาถูกขุดขึ้นในหัวผม...จะเกิดสงครามแม่ลูกขึ้นที่นี่มั๊ยนะ แล้วผมควรจะทำยังไงดีล่ะ หาหลุมหลบภัยงั้นหรอ ว่าแต่ไอ้ของอย่างนั้นมันจะไปมีได้ยังไง ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกของครอบครัวนี้ถึงได้ดูเย็นชาซะจริง ถ้าไม่บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของนที ผมคงเดาไปว่าสองคนนี้คงเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแน่ๆ
“ถ้ามีเวลาว่างขนาดมานั่งประชดฉันล่ะก็ หัดเอาไปตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษซะบ้าง ฉันจะได้ไม่ขายหน้าชาวบ้านชาวช่อง ว่ามีโอกาสส่งลูกเรียนซะสูง แต่กลับจบแบบไม่ได้ความออกมา” ท่าทางคุณแม่ของนทีจะลืมไปว่ามีผมยืนอยู่ตรงนี้อีกคน เธอถึงด่าว่าลูกชายของตนออกมาแบบเสียๆหาย ผมชักทนไม่ได้จึงพูดแก้ไขความเข้าใจผิดอันนั้นขึ้นมา
“เออ...คุณผู้ปกครองครับ นทีก็เป็นเด็กที่เรียนเก่งคนนึง แต่อาจจะขาดความตั้งใจไปซักนิด ถ้าขวนขวายอีกหน่อยผมรับรองว่าต้องได้ดีแน่ ไม่มีทางจบแบบไม่ได้ความออกมาหรอกครับ” ช่วงนี้รู้สึกขัดๆกับคำพูดแบบสุภาพอาจจะเป็นเพราะใช้เวลาอยู่กับนทีมากไปหน่อยก็ได้ ผมเลยชักจะชินกับคำพูดแบบไม่มีหางเสียงขึ้นมา
“อาจารย์จะไปทราบได้ยังไงคะ ลูกคนนี้หัวดื้อยิ่งกว่าอะไรดี จะว่าซักกี่ทีก็ไม่เคยยอมปรับนิสัยตนเอง ถ้าไม่เห็นว่าเป็นลูกชาย ดิฉันคงไม่มีวันยอมให้ใช้นามสกุลจันทรเมฆากุลหรอก” ถ้อยคำทำร้ายคนได้จริงๆ แม้ผมจะไม่ใช่นทีแต่ผมก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากคำพูดประโยคนั้นได้ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นแม่ที่ใจร้ายใจดำขนาดนี้มาก่อนเลย แม้ผมจะใช้เวลารู้จักหล่อนแค่เพียงเสี้ยววินาทีแต่มันก็ทำให้ผมรับรู้ไปถึงจิตใจที่ด้านชาของผู้เป็นแม่ดวงนั้น การกล่าวเอ่ยออกมาว่าไม่อยากให้ใช้นามสกุลก็เหมือนกับเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าไม่ยอมรับหรือไม่ต้องการลูกคนนั้น สายตาผมเหลือบมองไปทางร่างสูงใหญ่ ผู้เป็นลูกมองหน้าแม่นิ่งแต่สายตาแสดงออกราวกับคนไม่รู้จัก จนผมกลัวว่านัยน์ตาที่ว่างเปล่านั้นจะจมลงสู่ความมืดมิดลงไปเรื่อย จมจนหายลับไป
พีรพัธสูดหายใจเข้าลึกๆ มันเป็นท่าประจำที่เขาใช้ตอนที่ตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง ร่างบางเค้นน้ำเสียงในลำคอก่อนที่มันจะหลุดหายไป
“คุณยังมีความเป็นแม่คนอยู่รึเปล่า” สิ้นเสียงจบประโยค อาจารย์หนุ่มได้กลายเป็นเป้าสายตาของคนแวดล้อม รวมไปถึงกระทั่งสาวใช้ที่เดินตามหลังคุณผู้หญิงประจำบ้านจันทรเมฆากุลมาโดยตลอด
“อาจารย์ต้องการจะพูดอะไรกันแน่คะ” รอยยิ้มเย็นแบบไม่เชื่อหูตนเองผุดขึ้นมาบนใบหน้าผู้เป็นแม่ ดวงตาแฝงแววโกรธเกรี้ยวอยู่ลึกๆ
“คนที่เป็นแม่เขาไม่ทำกันอย่างนี้หรอกนะครับ ไม่พูดจาร้ายๆหักหาญน้ำใจลูก ไม่แสดงออกท่าทีที่เฉยฉาราวกับว่าไม่เคยมีความรู้สึกผูกพันอะไร ถึงจะด่าว่าแต่ทุกครั้งก็จะแสดงออกถึงความหวังดีกับตัวบุตรไม่แสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาสอนที่นี่ผมยังสงสัยเลยว่าทำไมถึงไม่เจอตัวผู้ปกครองซักทีทั้งๆที่เป็นคนไหว้วานมาแท้ๆ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับ คุณก็แค่เห็นลูกเป็นเหมือนฉากหน้าทางสังคมไม่เคยเห็นเขาว่าสำคัญเลย เพราะฉะนั้นผมถึงได้ถามคุณขึ้นมาไงครับ ว่าคุณ...ยังมีความเป็นแม่คนอยู่รึเปล่า”
“เพี๊ยะ!!!” ความรู้สึกชาแล่นปราดไปทั่วผิวแก้มด้านซ้าย ผมรู้สึกถึงแรงกระทบหนักๆที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ หน้าผมหันไปทางขวาเล็กน้อยราวกับจะบอกว่าผมเจ็บเพราะแรงกระทำนั้นมันมากเหลือเกิน ผมรู้ว่าผมพูดเรื่องที่ไม่สมควรกับคนที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกออกไป แต่ผมกลับทนไม่ได้ถ้าผมจะยืนนิ่งๆแล้วปล่อยให้มันผ่านไป เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วผมจึงขยับริมฝีปากที่รู้สึกถึงรสเลือดจางๆอีกครั้ง
“ผมเชื่อนะครับ...ว่าคนเป็นแม่ทุกคนย่อมรักลูก รวมถึงตัวคุณเองด้วย อย่างน้อยคุณก็ต้องเผลอยิ้มออกมาเมื่อตอนครั้งแรกที่เห็นเด็กคนนั้น ผมอยากให้คุณระลึกและจดจำเวลานั้นไว้ให้ดี เรื่องงานกับหน้าตาทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็นก็จริงแต่ก็ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าคนในครอบครัวหรอกนะครับ ผมอยากให้คุณแม่จำเอาไว้ก่อนที่จะสายเกินไป” หลังจบประโยคร่างบางก้มโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมแทนคำบอกลา จ้องตอบสายตาเย็นชาที่เริ่มส่อแววหวั่นไหวด้วยความมุ่งมั่นก่อนเดินจากไป
...........................................................
ผมเดินออกมาตรงลานกว้างหน้าบ้านหลังใหญ่ของนที ในหัวยังคงมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ผมไม่รู้สึกผิดที่พูดจาไร้มารยาทกับคุณแม่ของนทีออกไป ในใจกลับรู้สึกโล่งด้วยซ้ำและคิดไม่ถึงว่าตนเองจะมีความกล้ามากขนาดนั้น ผมกะไว้ว่าพอกลับไปถึงบ้านจะจดบันทึกลงไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งทันที แต่พอลากขาเดินเตาะแตะมาได้ซักพักหนึ่งก็พึ่งตระหนักได้ว่าผมจะกลับบ้านยังไงดีล่ะ ก็ในเมื่อทุกครั้งที่มาบ้านหลังนี้นทีจะคอยไปรับไปส่งผมตลอดไม่เคยขาด แต่ตอนนี้ผมกลับไปทำเสียมารยาทกับแม่หมอนั่น ป่านนี้ผมคงถูกตัดหางปล่อยวัดออกจากสารบบของวงจรชีวิตนทีแล้วก็ได้ ขณะที่ผมคิดอย่างนั้นจู่ๆแขนข้างซ้ายที่หมดเรี่ยวแรงก็ถูกยึดไว้จากข้างหลัง คนที่ผมกำลังนึกถึงปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่ทันคาดคิด นทีเอื้อมมือโอบผมไว้ก่อนผลักดันผมให้ไปตามที่ร่างสูงต้องการ
“ทางนี้” รถสปอร์ตสีเงินถูกใช้งานอีกครั้ง มันถูกขับมาส่งสถานที่ปลายทางคือบ้านของผม
.....................TBC................................