LOVE does not have a REASON - 1
posted on 13 May 2008 00:18 by sakutakaตอนที่ 1 (เหตุเพราะฝน...)
...ไม่เข้าใจเด็กวัยรุ่นสมัยนี้เลย...
เสียงน้ำกระทบผิวร่มลายสก็อตแบบไม่กันรังสีอุลตร้าไวโอเลตแผดก้องจนทำให้หูอื้อเพียงไรก็ไม่ทำให้ขัดใจได้เท่ากับภาพตรงหน้า ร่างที่ปรากฏราวกับสัญลักษณ์หยินหยางแต่พอถ่างตาดูให้ดีจะรู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในชุดนักศึกษานั่งลู่ตัวอยู่บนม้าไม้ภายใต้แสงสว่างแห่งกลางแจ้งซึ่งดูขัดแย้งกับสีดำครึ้มของเมฆฝนยิ่งนัก สภาพเปียกปอนไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำช่างทำให้เขา...ไม่สบอารมณ์...เอาเสียเลย
“อยากเป็นปอดบวมตายหรือไงกัน” ศราวุธลากเท้ามาประชิดเจ้าพระเอกมิวสิควีดีโอ ส่งมอบพื้นที่ภายใต้ชายร่มให้กึ่งหนึ่งตามแบบฉบับพ่อพระ แต่ต้องสะดุ้งตามเจ้าของร่างตรงหน้าที่ชะงักหัวขึ้นมาราวกับมัจฉาขาดน้ำ
...เวรล่ะ...หรือเจ้านี่เป็นเด็กลูกครึ่ง...ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ผิวต้องชื้นตลอดเวลากันเนี่ย...
ใจเริ่มเสีย เมื่อเหมือนเห็นความหวังดีในการสละพื้นที่ร่มกำลังจะทำให้คนๆหนึ่งขัดใจ แต่ไม่ทันไรคนถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์สายพันธุ์เดียวกับกบก็หันมาสบสายตาประสานนิ่ง
‘อุ๊...หมอนี่’ เครื่องหน้าไม่จัดอยู่ในพวกเด่น แต่เมื่อเห็นศราวุธเผลอมองตาค้างอยู่นาน
เส้นผมสีดำขลับเปียกน้ำลู่ตกปรกหน้าผากแอบซ่อนแววตาแห่งความสิ้นหวังได้หนึ่ง ส่วนอีกหนึ่งกลับปรากฏชัดเสียจนขนลุกตั้งชัน จมูกโค้งเป็นสันได้รูปปรากฏหยาดน้ำหยุดค้างอยู่ส่วนปลายต้องแสงอาทิตย์ราวอัญมณี สีเซียวของผิวแก้มตัดรอยช้ำเขียวเปื้อนแดงตรงมุมปากที่ขยับเคลื่อนพร้อมเอื้อนเอ่ย หากไม่ทันจะได้พูดอะไรก็โดนผ้าผืนเล็กที่ศราวุธทิ้มพรวดใส่หน้าอุดปากเสีย
“เช็ดซะ” กระตุกแขนหนึ่งครั้งคะยั้นคะยอให้รับ ท่าทีลังเลเล็กน้อยเกิดพร้อมกับมือที่ยื่นมาฉวยผ้าเช็ดหน้า ปลายนิ้วเย็นเฉียบสะกิดโดนฝ่ามือกว่าจะรู้ตัวศราวุธก็คว้ามือนั้นมากุมแน่นเสียแล้ว
“นั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว บ้ารึเปล่าฮะ ถึงประชากรในกรุงเทพฯจะมีจนแทบล้นจังหวัดแต่ก็อย่ามาเพิ่มอัตราการตายด้วยวิธีนี้ กลับเข้าร่มซะ” คนมุ่นมั่นอยากจะตายห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่ แต่ให้มาตายต่อหน้าแบบนี้ไม่เอา อย่างน้อยก็ไปในที่ห่างไกลทุรกันดารต่อสายตาเขาหน่อยก็ยังดี คิดว่าจะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับอะไรเสียแล้ว เจ้าของมือเย็นเป็นน้ำแข็งลุกขึ้นยืนจนร่มเริ่ด คิ้วย่นๆกับสายตาไม่พึงประสงค์มองตรงมาจนใจฝ่อ สุดท้ายเลยหงอปล่อยมือคนหน้าดุหันมาถอยหลังตั้งการ์ดแทน
‘โธ่เว้ย ทำไมปอดอย่างนี้นะศราวุธ’ ตำหนิตัวเองในใจ ไม่รู้จะกลัวทำไมกับคนผอมสูงที่หุ่นดูขาดการออกกำลังกาย ด้ามร่มในมือถือเอียงกระเท่เร่ให้ฝ่ายนั้นจนแผ่นหลังซึมซับน้ำฝนกระจายเป็นวงกว้าง ระหว่างวางแผนซ้ายมาขวาสวนต้นแขนก็โดนคว้าหมับลากเข้าหาตัวปลิวไปชนกับอกไม่แกร่งไม่เหี่ยวออกแนวห่ามๆอย่างนางเอกละครทีวี
“คุณนั่นแหละ...” เสียงกระซิบข้างหูทำเอาขนลุกซู่ตัวสั่นเงยหน้าหวั่นๆขึ้นมอง กำหมัดพร้อมแสตนด์บาย หากคนตรงหน้าไม่ทอดน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยตามออกมาเขาคงได้แปลงร่างเป็นร็อคกี้เสยหมัดดีๆเข้าคางหมอนั่นเป็นแน่แท้
“ไม่เปียกฝนแท้ๆ...จะทำตัวให้เปียกไปทำไม” คนหน้าเซียวปากซีดกำลังทำสีหน้าเชิงตำหนิเขา สายตาที่เคยสิ้นหวังออกแววทุกข์ร้อนจ้องมองลงมาก่อนหรุบตาเบี่ยงหนี จนกระทั่งนาทีที่รู้ว่าถูกศราวุธลอบมองถึงได้หันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง
“ผมอยากรู้...” อยากรู้ อยากรู้อะไร อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงยุ่งเข้าเรื่องหรืออยากรู้ว่าทำไมเขาถึงได้ทำตัวโง่ๆมาสละร่มให้คนเปียกอย่างนั้นใช่รึเปล่า...ถ้าอย่างงั้นก็ขอโทษที...บังเอิญว่าความใจดีตรงส่วนลึกในสันดานมันพลุ่งพล่านออกมากะทันหันน่ะ...กะยัดเยียดร่มเข้ามือคนทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์แต่กำลังจะได้รับคำด่าแทนแต่ทว่า...
“เหตุผลที่ทำให้คนรักกัน...มันคืออะไรครับ” คำถามลอยเข้าหูเล่นเอาคนฟังอมสากมองฝ่ายตรงข้ามตาไม่กระพริบ
ทำง่ายดีนี่ อย่างกับเปลี่ยนรายการทีวีปัญหาชีวิตและสุขภาพมาเป็นชูรักชูรสอะไรอย่างนั้นเลย แต่เรื่องแบบนี้มาปรึกษาเรา ถือว่าเจ้านี่คิดถูกล่ะนะ หึหึหึ
ศราวุธยกยิ้มทะนงตรงอย่างคนมีประสบการณ์มาก แต่พอโดนคาดคั้นด้วยความเงียบกลับอึกอักน้ำท่วมปากเหมือนพลิกกระดาษข้อสอบในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายแต่กลับกลายเป็นเจอคำถามอัตนัยที่ลืมทำอีกเป็นกระตั้ก
“เอ่อ...ความรักน่ะหรอ...” เอิ่มอ่ามออกไปเหมือนผู้ประกวดนางสาวไทยตอบคำถามรอบตัดสิน
“ไม่ทราบสินะครับ” เฮ้ยๆๆ...ตั้งแต่เกิดมายี่สิบกว่าปีชีวิตนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายไหนเลยจะไม่ทราบได้ล่ะครับท่าน แค่คิดว่าตอบไปก็เท่านั้นไม่ใช่คำถามชิงรางวัลเงินล้านเสียหน่อย
“ขอบคุณสำหรับร่มครับ ผมขอตัว” มนุษย์ตัวสูงกว่าหนึ่งนิ้วกับอีกสามเซนติเมตรเอ่ยคำลาอย่างสุภาพก่อนกำลังจะเดินจากศราวุธไป อาจเป็นเพราะเส้นกระตุกหรือผีเข้าถึงทำให้เขาหนีบชายเชิ้ตชุ่มน้ำนั้นไว้แน่นจนชายหนุ่มแอบเซเล็กน้อยหันมามองด้วยความสงสัย “ไม่มีหรอก...เหตุผลอะไรนั่นน่ะ” ปลายเสียงแผ่วเบาหลุดรอดออกจากริมฝีปากชื้นน้ำ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาตอบคำถามอย่างจริงจัง ตอบคำถามจากความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจ“...ขึ้นชื่อว่ารักแล้วต่อให้ยังไงก็รัก...เหตุผลมันไม่สำคัญเลย” เหมือนกับตอนนี้ที่เขารักใครคนหนึ่งแบบไม่มีเหตุผล...ต้องการปกป้อง...อยากอยู่เคียงข้าง... และอยากครอบครองรอยยิ้มนั้นไว้ให้เป็นของเขาคนเดียว...เหตุผลในการที่จะรักมันไม่เคยสำคัญเลยซักนิด...
“...” เสียงฝนทดแทนความเงียบ ใบหน้าที่ก้มต่ำของศราวุธรับรู้ถึงฝ่าเท้าของคนตรงหน้าที่ย่ำน้ำเจิ่งนองเข้ามาประชิดใกล้ ตอบคำถามผิดตกรอบไล่กลับบ้านหรืออะไรไม่อาจทราบได้เลยต้องเงยหัวเฉลยข้อข้องใขให้ไขกระจ่างและแล้วความรู้สึกวืบวาบก็เล่นผ่านสมองแบบกะทันหัน
แผ่วเบา เย็นเฉียบ นุ่มชื้น สัมผัสจากกลีบปากแล่นเข้าสู่สมองโดยตรงประมวลผลออกมาเป็นริมฝีปากของอีกฝ่าย ริมฝีปากของผู้ชายที่ไม่เคยได้สัมผัส ไร้ความมันและรสชาติปะแล่มปะแล่มของลิปสติกที่มักปรากฏในสตรีเพศ ระหว่างประเมินและวิเคราะห์ความแตกต่างสัมผัสก็จางหายไป ศราวุธเห็นแววตื่นๆของร่างสูงโปร่งที่ก้าวถอยก่อนหมุนตัวเดินละห่างไปอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้คนถูกทำอะไรแปลกๆยืนแข็งเป็นหิน ยกปลายนิ้วเกลี่ยริมฝีปากอย่างงุนงงจ้องคนที่หายไปกับม่านน้ำฟ้าที่ตกลงมาไม่ขาดสาย
...ศราวุธ สิทธิเกียรติอัมพรชัย อายุ 25 ปี ในที่สุดก็มีประสบการณ์จูบครั้งแรก...กับผู้ชาย...
..........................................................................................
......................ผมเกลียดฝน...แล้วชาตินี้ขอสาบานว่าจะไม่พกร่มอีกเลย...จะได้ไม่ไปเจอประสบการณ์ที่ต้องจำฝังใจขนาดนี้...แล้วทำไม...วันที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ของนักศึกษาและคณาจารย์มันจะต้อง...ฝนตกด้วยล่ะเนี่ย...
กำหมัดลงโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์ “...เป็นผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง ไอ้หุ่นอย่างเราก็ใช่ว่าจะไม่แมน ต่อให้นึกครึ้มยังไงก็ไม่น่าจะทำอย่างนั้น เฮ้อ...ไม่เข้าใจความคิดของวัยรุ่นสมัยนี้เลย” ส่ายหน้าระอาระบายลมหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าจนคนข้างเคียงกลัวว่าเขาจะกลายเป็นต้นเหตุของปฏิกิริยาเรือนกระจกจึงต้องถกถามขึ้น
“พี่วุธถูกจู่โจมหรอครับ” เสียงใสตั้งสันนิษฐานทำเอาขนพองสยองเกล้า กระเด้งตัวหันหัวไปต่อว่าอาจารย์หนุ่มรุ่นน้องที่เขามาอาศัยขอใบบุญหลบเลี่ยงเทศกาลล่าอาจารย์ของนักศึกษาประจำเทอมแทบไม่ทัน
“พัด เอาอะไรมาพูดเนี่ย” ภาพของพีรพัธเลิกคิ้วเชิงสงสัยไม่เข้าใจหรือไงที่ผมถามทำเอาศราวุธหงุดหงิดคิ้วบิดงอ เข้าใจอยู่หรอกว่าหมายถึงอะไรแต่เรื่องทำใจให้ยอมรับนั้นไม่สามารถ
“อ้าวก็เห็นพูดว่าผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง หรือหุ่นอย่างเราก็ใช่ว่าจะไม่แมน แล้วยังจะไม่เข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้อีก อย่างนี้ให้ฟังยังไงผมก็ว่า พี่วุธต้องถูกวัยรุ่นผู้ชายหรือไม่ก็ชายไม่จริงหญิงไม่แท้ทำนองนั้นทำอะไรเข้าซักอย่างแน่ๆเลย มีหน้าตาอย่างอาจารย์ศราวุธที่สาวน้อยสาวใหญ่พากันหลงเนี่ยลำบากเหมือนกันนะครับ” พีรพัธยิ้มเล่นๆอย่างไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานที่กองอยู่บนโต๊ะต่อโดยไม่สนใจคนทำหน้าบู้เป็นปลาบู่สายพันธุ์ขี้งอนมองตรงมาอย่างน้อยใจ
“อยากเป็นเหมือนพี่มั๊ยล่ะ คนที่รักเรากลับไม่ชอบดันไปชอบคนที่ไม่เคยรู้ว่าเรารักน่ะ” กอดอกลอบดูปฏิกิริยาของคนที่พูดกระทบใส่ ปากกาในมือบางนุ่มนวลที่เขาใฝ่ฝันอยากจะทะนุถนอมเป็นเจ้าของหยุดค้างก่อนใบหน้าขาวสะอาดจะเงยขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำตาไหม้ดูแข็งกร้าวแต่ลึกลับชวนค้นหา ดวงตาที่ศราวุธหลงมาเกือบปีกำลังสบจ้องมาทางเขาก่อนหยิบหยีเล็กลง
“หมายถึงคุณเกศรารองผู้อำนวยการของโรงเรียนที่เราเคยไปเป็นวิทยากรให้หรอครับ” เมื่อเดือนก่อนเขาและพีรพัธได้ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง เรื่องมันไม่ได้เกิดจนกระทั่งรองผู้อำนวยการของโรงเรียนนั้นออกลายเชิญเขาไปฉลองก่อนกลับจนเกือบจะถูกมอมเหล้าเข้าให้และนั่นก็เป็นเหตุให้เขาไม่ถูกโรคกับของที่มีส่วนผสมเป็นแอลกอฮอล์อีกต่อไป
“รายนั้นพี่ไม่เคยเริ่มต้นด้วยซ้ำ อย่าเอาเรื่องเก่าๆมาล้อจะได้มั๊ย อยู่ในม.มาพูดเรื่องชู้สาวมันไม่ดี แล้วผู้หญิงสมัยนี้ดูยากจะตาย พี่ไม่ชอบคนที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่”
“ระวังนะครับ จะเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงเอาเข้าซักวัน” ไม่ต้องมาแช่งหรอก ต่อให้ชีวิตนี้ถูกฉุดขาให้เหยียบย่างเข้าไปในวิถีทางนี้ยังไงเขาก็ไม่ยอมใจอ่อนเด็ดขาด ถึงยังไงตอนนี้เขาก็มีคนที่ชอบอยู่แล้ว คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คนที่อยากจะปกป้อง คนที่อยากให้อยู่ข้างเขาไปนานๆ
“ถ้าพัดจะยอมอนุเคราะห์เป็นคนที่ดูไม่ออกว่าคิดอะไรให้พี่ซักคนพี่ก็ยอมนะ” จบการเย้าแหย่ร่างบางได้แต่หัวเราะน้อยๆ โดยไม่รู้ท่าทีจริงจังของศราวุธเลยซักนิด “ถ้าทำงั้นผมคงได้เป็นศัตรูหัวใจของเด็กสาวทั้งม.สิครับ โทษฐานไปแย่งอาจารย์หนุ่มหล่อแถมยังโสดที่สุดในมหาลัย ว่าแต่พี่วุธจะหลบเด็กไปถึงไหนครับ เห็นอาจารย์ประจำวิชาอยู่ไม่ติดห้องมาตั้งสองสามชั่วโมงปานนี้คงตัดใจกันไปหมดแล้วล่ะมั๊ง”
...หลบงั้นหรอ... “ก็คงหลบ...จนกว่าฝนจะหยุดตกล่ะมั๊ง...” ปรายตาผ่านแว่นกรอบบางมองหยาดฝนเม็ดเล็กตกกระทบแผ่นใสของหน้าต่างที่มีทีท่าว่าจะหยุดในไม่ช้า
................................................................................................................................................ฟ้ามักจะกลั่นแกล้งคนหล่อเสมอ...คุณว่ามั๊ย...คนหล่ออกหักก็มักจะให้ฝนตก คนหล่อจีบสาวก็ยังจะให้ฝนตก คนหล่อต่อยเพื่อนก็ยังจะให้ฝนตกอีก...ไม่เข้าใจเจ้าพวกคนสร้างละครหรือมิวสิควีดีโอคิดกันได้ยังไง แต่สำหรับเรื่องของเขาคงนอกประเด็นอยู่ซักหน่อย เพราะอันนี้คนหล่อไม่อยากกลับห้องฝนก็ดันมาหยุดตกซะได้เนี่ย ศราวุธจึงต้องจำใจเดินออกจากห้องตามคำที่ตนได้ประกาศกับพีรพัธเอาไว้...รบกวนมากๆมีหวังได้ถูกเกลียดเอาแน่...
ปลายเท้าก้าวผ่านวงกบประตูอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนสะดุดกับหุ่นมนุษย์ที่ยืนหันหน้าเข้าโต๊ะประจำตัวของเขา ศราวุธขยับขาแว่นให้กระชับกับจมูกได้รูปของตนจนเห็นกระดาษสีขาวที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย
...ยังไม่หมดอีกหรอ...
“นี่เธอ...อ่านข้อความบนโต๊ะออกรึเปล่า” สืบเท้ายาวๆอ้อมหลังไปนั่งเก้าอี้ สวมบทอาจารย์จอมโหดใส่ลูกศิษย์จอมตื้อ ฝ่ายนั้นก้มหน้าท่าทางเหมือนมองกระดาษมาพักใหญ่ ปากขยับปล่อยเสียงออกมาให้ได้ยินยลเป็นครั้งแรก
“ออกครับ”
...ขี้โรคหรอเนี่ย...หลังงอๆนั่นต้องจับไปเข้าคอร์สสอนบุคลิกภาพเสียใหม่ล่ะมั๊ง...เสียงเบาๆนี่อีก...ถ้าเป็นผู้ปกครองคงได้จับเข้าโรงเรียนสอนร้องเพลงเอาให้คอหอยแตกเพราะใช้เสียงมากเกินไปซะเลย...
“ออกว่า...” หลังคิดตำหนิลูกศิษย์อยู่นาน ศราวุธก็เอ่ยคำถามอัตนัยแบบออรัลเทสต์ใส่
“ไม่รับaddครับ”
“ก็ตามนั้น” ปากพูดให้เข้าใจแล้วแท้ๆแต่นักศึกษาตรงหน้ากลับดื้อดึงวางกระดาษที่เคยถืออยู่ในมือลงโต๊ะแทน
“ผมไม่ได้มาaddแต่ผมมาdropครับ เหตุผลของการดรอปคือเนื้อหาไม่น่าเรียนเท่าไรในความคิดของผม แต่ในความคิดของคนอื่นอาจจะน่าเรียนซึ่งผมก็ไม่อาจคาดเดาได้เช่นกันครับ แต่ที่ผมมาในวันนี้เพื่อมาดรอปวิชาที่ผมเผลอแอ็ดไปโดยไม่ทันได้ดูรายละเอียดเนื้อหาวิชาเท่านั้นเองครับ” จบบทสวดขอความเห็นใจที่ไม่มีอยู่ในน้ำเสียง ศราวุธกำกระดาษที่เขียนด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดว่าไม่รับแอ็ดอย่างมีน้ำโห กัดฟันกรอดระงับอาการประสาทที่ตามมา เพราะกลัวข้อหาฆาตกรรมนักเรียนโดยเจตนาจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดีกันให้วุ่น
...หึหึ...พูดได้ดีนี่...ไม่ได้มาแอ็ดแต่มาดรอปวิชาที่คาดว่าเนื้อหาไม่น่าเรียน...ทั้งๆที่ไม่เคยเรียนเลยเนี่ยนะ...เนื้อหาวิชาที่ฉันคิดแทบเป็นแทบตายว่าจะให้นักศึกษาเรียนยังไงถึงจะออกมาสนุก...
“อยาก...” ตายแบบไหน เอาศพสวยหรือไม่สวยดี จับถ่วงน้ำ นั่งยาง โยนจากระเบียงชั้นสามสิบ หรือเชือดข้อมือเอาให้เลือดไหลซิบๆจนตายดี...บอกมาดิ๊...คำเตือน การกระทำข้างต้นไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างเพราะคุณอาจติดคุกถูกดำเนินคดีถึงขั้นประหารชีวิตได้นะจ๊ะ... “อยาก...ดรอปมากขนาดนั้นเลยหรอ” เส้นเลือดในสมองปูดโปนถึงขั้นเกือบระเบิด ข่มใจห้ามไว้ นึกถึงพีรพัธในเชิงสมมติถ้าเขาติดคุกเจ้าตัวคงลำบากต้องมาส่งข้าวส่งน้ำเป็นภรรยาที่แสนดีรอคอยสามีไม่คิดมีใหม่ให้
“ครับ เป็นไปอย่างที่ผมได้ชี้แจงไว้ทั้งหมดว่า...” คราวนี้ฝ่ายที่ก้มหัวอยู่ตั้งแต่ต้นเป็นคนยอมเงยหน้าขึ้นมาเตรียมขยายความยาวสาวความยืดให้ศราวุธผู้บรรลุแก่โทสะฟัง แต่ถูกยับยั้งด้วยฝ่ามือมารของอาจารย์หนุ่มซึ่งกั้นขวางหน้าไว้
“หยุด...หยุดเลย” จราจรบอกสัญญาณไฟแดงขืนแซงทางโค้งมาเขาคงได้วิสามัญฆาตกรรมอย่างไม่ต้องนึกสงสัย มืออีกข้างกุมเข้าขมับบีบๆจับๆให้หายตึง ก่อนเปลี่ยนมาดึงแว่นวงรีออกจากดั้งเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนความคิดผิดๆต่อภาษาอังกฤษในรูปแบบการสอนของเขา
“ครูไม่เข้าใจว่าเธอไม่ชอบเนื้อหาตรงส่วนไหน การเรียนรู้ทุกอย่างก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ความจริงเธออาจจะไม่ได้ไม่ชอบเนื้อหาแต่อาจจะจำฝังใจกับการแนวการสอนที่ไม่ได้ดึงดูดให้ผู้เรียนกระตือรือร้นที่จะเรียน หรือการสอนที่เอาอาจารย์เป็นศูนย์กลางจนนักศึกษาเบื่อที่ไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นครูไม่อาจให้เธอดรอปจนกว่าเธอจะเรียนวิชาของครูไปซักคาบสองคาบ แล้วถ้าความคิดเดิมยังไม่เปลี่ยนหรืออะไรยังไงค่อยมาว่ากัน” เทศน์หน้าดำหน้าเขียวจนลืมมองหน้านักเรียนที่อาจช็อคค้างตาตั้งกับกาพย์เห่บทเรียนของเขา ฉุกคิดได้จึงเหลือบพอเป็นพิธีเพราะไม่อยากมีเรื่อง เสร็จแล้วให้ได้ผงะถอยเนื่องจากคนยืนค้ำหัวเบิกตาข้างเดียวที่ไม่โดนผมปิดจ้องมาราวกับเห็นเดอะริงหลุดมาจากทีวีเครื่องที่อยู่หลังเขาไปหนึ่งเมตรยังไงอย่างงั้น
“มะ...มีอะไร...” กำแว่นในมือแน่น ทำตัวไม่ถูกกับท่าทีดูไม่ออก จนกระทั่งร่างตรงหน้าเริ่มขยับเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีเอื้อมมือมาหยิบของที่เจ้าตัวพึ่งวางลงไปเมื่อสามนาทีก่อน เสียงกระดาษขาดออกจากกันอย่างไม่สวยงามเท่าการใช้กรรไกรตัดเกิดขึ้นพร้อมใบดรอปที่แยกออกเป็นสี่...ห้า...เออ...ไม่ใช่สิ หก...มันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนศราวุธที่นั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมเผลอคิดว่างานนี้ได้มีศพอาจารย์แทนแน่
“ผมเปลี่ยนใจไม่ดรอปแล้วครับ เทอมนี้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ชื่อผมคงมีอยู่ในใบรายชื่อของคุณศราวุธเรียบร้อยแล้ว ผมชื่อสงัด นามสกุลแสงโรจน์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” รอยยิ้มชวนสยองปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก มันไม่ใช่รอยยิ้มที่น่าประทับใจ แต่ที่แน่ๆมันเป็นยิ่งกว่าฉากเลือดสาดกระจายไส้ทะลักในหนังสยองขวัญที่จะทำให้เขาจำติดตราตรึงใจไปจนวันตายเสียอีก
“เสร็จธุระแล้ว ผมขอลาครับ” ในขอบเขตสายตาเห็นเจ้าคนตัวผอมบางหลังคู้เล็กน้อยเดินตัวลอยออกไปจากห้อง กว่าจะหายใจได้ทั่วท้องก็ผ่านไปเกือบสามนาที ศราวุธกุมหน้าอกฝั่งซ้ายแน่น หอบหายใจแรง
“เกือบตายแล้วมั๊ยเรา” เกือบถูกนักเรียนเผาผี วันนี้เจอแต่เรื่องไม่ดี แล้วที่สำคัญประโยคติดปากที่เขามักจะพูดอยู่เสมอเพราะชีวิตเจอะเจอแต่เรื่องแบบนี้ว่า...
...ไม่เข้าใจเด็กวัยรุ่นสมัยนี้เลย... มันก็เกิดขึ้นจริงๆ
....................................TBC........................................